💭bloom where you are planted and sow where you are fed.
ผลิบานในที่ที่คุณถูกปลูก หว่านไถในที่ที่คุณได้รับอาหาร
― Stella Payton

NFTs

Non-fungible token (NFT)  NFT เป็นทรัพย์สินดิจิตอล (digital asset) ที่ถูกประยุกต์ใช้กับทรัพย์สินได้มากมายหลากหลายประเภท ทั้งทรัพย์สินที่มีจริง และทรัพย์สินที่ไม่มีอยู่จริง อาทิ รูปกราฟฟิก, ไอเท็มในวีดีโอเกม, งานศิลปะ, บ้านและที่ดินที่สร้างขึ้นในคอมพิวเตอร์  ฯลฯ เป็นต้น “Non-funguble” แปลว่า มีเอกลักษณ์, ไม่เหมือนใคร ซึ่งในโลกของดิจิตอลนั้น เกือบทุกอย่างจะถูกทำซ้ำขึ้นมาได้อย่างง่ายดายโดยการก๊อปปี้ ซึ่งหลังจากการทำก๊อปปี้ก็จะได้สินค้าที่เหมือนกันโดยไม่มีความแตกต่างกัน อย่าง บิตคอย (bitcoin) เป็น fungable asset คือ ทรัพย์ที่สามารถทดแทนกันได้ เพราะมันไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว บิตคอยแต่ละเหรียญมีลักษณะเหมือนกัน สามารถแลกเปลี่ยนไปเป็นอีกเหรียญหนึ่งได้โดยไม่แต่ต่างกัน แต่ NFTs นั้นเหมือนข้อมูลทะเบียนที่ติดตัวไปกับทรัพย์สิน อาทิ ภาพถ่าย, เพลง หรืออะไรก็ตามที่สามารถอยู่ในรูปของดิจิตอล ซึ่ง NTFs จะเก็บข้อมูลจำเพาะของทรัพย์สินแต่ละชิ้น เช่น ผู้สร้าง เจ้าของ เอาไว้ แม้ว่าทรัพย์สินดิจิตอลนั้นจะถูกทำซ้ำ ก๊อปปี้ ก็จะได้ข้อมูล NFT ก็จะสามารถสืบค้นกลับมายังเจ้าของทรัพย์สินนั้นได้   NFTs นั้นถูกสร้างขึ้นโดยอาศัยเทคโนโลยี บล๊อคเชน (blockchain)  โดยมาตรฐานที่ใช้กันกว้างขวางปัจจุบัน คือ ERC-721, ERC-1155 และ ERC-20 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สร้างโดยผู้พัฒนาอีเธอเลียม (Ethereum cryptocurrency) คุณสมบัติของ NFTs unique (มีความเฉพาะตัว) สินค้าดิจิตอลซึ่งมี NFTs  จะมีข้อมูลเฉพาะตัว ซึ่งคล้ายกับเมต้าดาต้า (metadata) ติดอยู่ด้วย indestructible ไม่สามารถทำลายได้…

0
Read More

Eric Berne

อีริค เบิร์น (Eric Berne) จิตแพทย์ ผู้คิดค้น Theory of transactional analysis ผู้เขียน Games People Play เบิร์น เกิดวันที่ 10 พฤษภาคม 1910 ในมอนทรีออล, แคนาดา  (Montreal, Canada) โดยที่มีชื่อจริงว่า อีริค เบิร์นสไตน์ (Eric Lennard Bernstein) พ่อของเขาชื่อเดวิด (David Hillel Bernstein) มีอาชีพเป็นแพทย์ ส่วนแม่ชื่อว่าซาราห์ (Sarah Gordon Bernstein) เป็นนักเขียน เบิร์นมีน้องสาวคนหนึ่งชื่อว่าเกรซ (Grace) ที่มีอายุน้อยกว่าเขาห้าปี  ทั้งพ่อและแม่ของเขาเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแม็คกิล (McGill University) พ่อของเบิร์น เสียชีวิตตอนที่ผู้เป็นพ่อมีอายุ 38 ปี หลังจากนั้นแม่ก็ทำหน้าที่เลี้ยงดูแลลูก 1935 เบิร์นเรียนจบแพทย์จากโรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลับแม็กกิล ซึ่งหลังจากเรียนจบเบิร์นได้ย้ายไปอยู่ในสหรัฐฯ อเมริกา และเป็นหมอฝึกหัดที่โรงพยาบาลแองเกิ้ลวู๊ด (Englewood Hospital) ในนิว เจอร์ซีย์ (New Jersey) 1936 ย้ายมาฝึกที่คลีนิกจิตเวชของโรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัยเยล (Yale University)  c.1939 ราวปี 38-39 นี้ เบิร์นได้รับสัญชาติอเมริกัน  ซึ่งทำให้เขาเปลี่ยนชื่อให้สั้นลงเป็น Eric Berne หลังจากั้นได้เข้าทำงานเป็นผู้ช่วยในคลีนิคจิตเวชของโรงพยาบาลเมาท์ไซออน (Mt. Zion Hospital) ในนิวยอร์ค…

0
Read More

Vernon Mountcastle

เวอร์นอน เมาท์คาสเติ้ล (Vernon Benjamin Mountcastle) ผู้เขียน The Mindful Brain , Jacque Cousteau of the cortex เวอร์นอน เกิดวันที่ 15 กรกฏาคม 1918 ในเชลไบวิลล์, รัฐเคนตัคกี้ (Shelbyville, Kentucky) ในครอบครัวนักธุรกิจรับเหมา เวอร์นอนเป็นลูกคนที่สามในพี่น้องทั้งหมดห้าคน พ่อของเขาชื่อเวอร์นอน (Vernon Mountcastle) ส่วนแม่ชื่อแอนนา-ฟรานเซส (Anna-Frances Marquerite Waugh) เคยมีอาชีพเป็นครู ก่อนที่จะลาออกมาเป็นแม่บ้าน เวอร์นอนมักจะภูมิใจว่าครอบครัวของเขาสืบเชื้อสายมาจากโพคาฮอนตัส (Pocahontas) ลูกสาวาของโพวาตัน (Powhatan) ชาวอินเดียอเมริกัน นอกจากนั้นในรุ่นทวดของเขายังได้ร่วมรบในสงครามกลางเมืองสหรัฐฯ (American civil war) ด้วย โดยที่ทวดของเขาถูกกระสุนจนได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ว่าพี่น้องของทวดเป็นคนที่ทำการผ่าเอากระสุนนั้นออกมาได้สำเร็จ 1921 เมื่อเวอร์นอนอายุ 3 ปี ครอบครัวก็ย้ายมาอยู่ในรัฐเวอร์จิเนีย เพราะพ่อของเขามารับเหมาสร้างรางรถไฟที่นั่น โดยที่ครอบครัวของเขามีบ้านหลังเล็กๆ อยู่ในพิดมอนต์ (Piedmont) ซึ่งค่อนข้างจะเป็นชนบท เวอร์นอนบรรยายเอาไว้ว่าชีวิตในช่วงเวลานี้เต็มไปด้วยการผจญภัย ใช้ชีวิตกลางแจ้ง เล่นกีฬาและเกมส์ต่างๆ  1935 เข้าเรียนที่โรโน๊คคอลเลจ (Roanoke College) เอกในสาขาเคมี  1937 จบปริญญาตรี ตอนอายุ 19 ปี 1938 เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนแพทย์ของมหาวิทยาลัยจอห์น ฮ๊อปกิ้นส์ (Johns Hopkins University) ในบัลติมอร์ (Baltimore) 1940 ตอนที่เขาอยู่ปี…

0
Read More

Francis Crick

ฟรานซิส คริ๊ก (Francik Crick)  ผู้ค้นพบว่า DNA มีโครงสร้างแบบ double-helix (บันไดเกลียว) ร่วมกับ เจมส์ วัตสัน (James Watson) 1869 ฟรีดริช มีสเชอร์ (Friedrich Miescher) นักวิทยาศาสตร์ชาวสวิสฯ ค้นพบวิธีการแยกกรดนิคลีอิค (nucleic acid) จากเซลล์เม็ดเลือดขาว  1910 โฟบัส เลอวีน (Phoebus Levene) นักวิทยาศาสตร์รัสเซีย (ลิทัวเนีย) ศึกษาโครงสร้างของ DNA โดยเขาเสนอโครงสร้างแบบเตตรานูคลิโนไทด์ (tetranucleotide) ซึ่งภายหลังพบว่าเป็นโครงสร้างที่ไม่ถูกต้อง คริ๊ก เกิดวันที่ 8 มิถุนายน 1916 ในนอร์แธมตันไชร์ (Weston Favell, Northamtonshire) อังกฤษ พ่อของเขาชื่อแฮร์รี่ (Harry Crick,1887-1948) แม่ชื่อแอนนี่ (Annie Elizebeth Wilkins, 1879-1955)  แฮร์รี่นั้นมีกิจการโรงงานทำรองเท้า ส่วนแอนนี่เป็นพยาบาล  คริ๊กเป็นลูกชายคนโต เขามีน้องคนหนึ่งชื่อ เอ. คริ๊ก (Anthony F. Crick)  ปู่ของคริกชื่อวอลเตอร์ (Walter Drawbridge Crick, 1857-1903) เป็นนักชีววิทยา เขาเคยมีผลงานเขียนร่วมกับชาร์ล ดาวิน (Charles Darwin) ด้วย ปู่เป็นคนสอนให้คลิกเรียนวิธีการเป่าแก้ว, ถ่ายรูป และทำการทดลองเคมี 1924 ตอนอายุ 8…

0
Read More

Jeff Hawkins

เจฟเฟรย์ ฮอว์กิ้นส์ (Jeffrey Hawkins) ผู้เขียน A Thousand Brains ผู้ก่อตั้งบริษัท Palm, Handspring และ Nuremta เจฟฟ์ เกิดวันที่ 1 มิถุนายน 1957 บนเกาะลองไอส์แลนด์ (Long Island, USA)  1979 จบวิศวกรรมศาสตร์ สาขาไฟฟ้า จากคอร์แนลล์ (Cornell University) หลังจากนั้นได้เข้าทำงานกับ Intel 1982 ย้ายมาทำงานที่บริษัท GRiD Systems ซึ่งที่นี่เข้าร่วมพัฒนาโปรแกรม GRiDtask ซึ่งเป็นโปรแกรมประเภท RAD (rapid application development)  1986 เข้าเรียนที่เบิร์กเลย์ (University of California, Berkeley) ทางด้านชีวะฟิสิกส์ ก่อนที่จะเรียนจบปริญญาเอกเจฟ ทำวิทยานิพน์เกี่ยวกับระบบการอ่านแพล็ตเทิริน (pattern recognition) สำหรับเสียง และตัวหนังสือ ซึ่งคือระบบการอ่านลายมือ (text recognition) และระบบการจดจำเสียง (speech recognition) ซึ่งใช้กันในปัจจุบันนี้ แต่ว่าในขณะนั้นยังไม่มีระบบนี้ และอาจารย์ของเขาก็ปฏิเสธงานวิทยานิพนธ์ของเขา เพราะว่าอาจารย์ไม่ได้อยู่ในสายงานดังกล่าว หลังจากเจฟออกจากเบิร์กเลย์ เขากลับไปทำงานที่ GRiD ในตำแหน่งรองประธานสายงานวิจัย ซึ่งพวกเขาได้ทำการพัฒนาระบบการสั่งงานคอมพิวเตอร์ด้วยปากกา (pen-based computing) ขึ้นมา 1988  บริษัท Tandy Corporation ได้เข้ามาซื้อกิจการของ GRiD 1989 GRiDPad…

0
Read More

Ye Xian (Chinese Cinderella)

Ye Xian (叶限) กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งชื่อหวู่ (Wu) อาศัยอยู่ทางทะเลใต้ของประเทศจีน เขาแต่งงานมีภรรยาสองคน แต่ว่าภรรยาคนหนึ่งโชคร้ายเสียชีวิตไปไม่นานหลังจากให้กำเนินบุตรสาวคนหนึ่ง ซึ่งเด็กผู้หญิงคนนี้เมื่อโตขึ้นมาเธอกลายเป็นสตรีที่มีความงดงามเป็นอย่างมาก และยังมีความสามารถในการเย็บปักผ้าและทอผ้าเป็นอย่างมาก แม่ทัพหวู่รักลูกสาวคนนี้มากและตั้งชื่อของเธอว่ายี่เซียน (Ye Xian)  ในเวลาต่อมา ผู้ใหญ่หวู่ได้เสียชีวิตลง ทิ้งให้ยี่เซียนต้องอยู่กับแม่เลี้ยงซึ่งเป็นภรรยาอีกคนของแม่ทัพหวู่ แต่ว่าแม่เลี้ยงคนนี้ไม่ชอบยี่เซียน เพราะว่าเธอสวยและฉลาดกว่าลูกสาวของนางเอง แม่เลี้ยงและลูกสาวของเธอจึงปฏิบัติต่อยี่เซียนอย่างทารุณ ยี่เซียนถูกใช้ให้ทำงานบ้านทุกอย่าง ต้องออกไปตัดฟืนและหาบน้ำลำพัง แต่ว่ายี่เซียนก็อดทนทำงานโดยไม่เคยปริปากบ่น อยู่มาวันหนึ่ง, ในขณะที่ยี่เซียนออกไปหาบน้ำ เธอก็มองเห็นปลาน่ารักตัวหนึ่งในลำธาร ซึ่งมีดวงตากลมใหญ่สีทองและหางสีแดง ยี่เซียนชอบปลาตัวนี้มากเธอจึงได้นำปลาตัวนี้กลับมาเลี้ยงที่บ้าน โดยตอนแรกเธอนำปลาใส่ไว้ในชามใบ้ใหญ่ และเธอก็แบ่งอาหารซึ่งเธอได้รับจากแม่เลี้ยงในปริมาณเล็กน้อยอยู่แล้ว ไม่ค่อยจะเพียงพอสำหรับตัวเธอเอง ให้ปลาตัวนั้นกินด้วย จนกระทั้งปลาตัวนั้นเติบโตขึ้นและมีขนาดใหญ่จนไม่สามารถจะอยู่ในชามใบนั้นได้อีก ยี่เซียนจึงได้ย้ายปลาตัวนั้นไปไว้ในบ่อน้ำใกล้บ้าน ซึ่งทุกวันเมื่อยี่เซียนจะไปเดินไปเยี่ยมที่บ่อน้ำเพื่อทักทายกับ ปลาตัวนั้นก็จะโผล่ขึ้นมาเพื่อจะทักทายกับเธอ และคอยอยู่เป็นเพื่อนเมื่อยี่เซียนมีความทุกข์ แต่ว่าแม่เลี้ยง นางเห็นว่าลูกเลี้ยงมีความสุข นางก็ไม่พอใจ และได้วางแผนที่จะฆ่าปลาตัวนั้น  แต่ว่าปกติแล้วแม่เลี้ยงจะไม่สามารถเห็นปลาตัวนั้นได้ เพราะมันจะดำน้ำหนีทุกครั้งที่แม่เลี้ยงเข้าไปใกล้กับบ่อน้ำ วันหนึ่งแม่เลี้ยงจึงได้วางแผนให้ยี่เซียนออกไปหาบน้ำในบ่อที่อยู่ไกลออกไปซึ่งห่างจากบ้านไปมากกว่าบ่อเดิม  หลังจากนั้นแม่เลี้ยงใส่เอาเสื้อพาของยี่เซียนมาสวมใส่เพื่อปลอมตัวเป็นเธอ แล้วเดินไปที่บ่อน้ำ ก่อนจะเลียนเสียงเป็นลูกเลี้ยงด้วย แล้วก็หลอกให้ปลาตัวนั้นโผล่ขึ้นมา ซึ่งเมื่อปลาปรากฏตัวขึ้น แม่เลี้ยงก็ฆ่าปลาตัวนั้นอย่างโหดเหี้ยม แล้วก็นำเนื้อมาเป็นอาหาร ส่วนกระดูกก็นำไปฝัง ยี่เซียนกลับมาถึงบ้านก็พบว่าปลาของเธอเสียชีวิตไปแล้ว เธอเสียใจมากแต่ทำอะไรไม่ได้ เธอได้แต่นั่งอยู่ที่ริมบ่อน้ำ อาลัยอาวรณ์ปลาซึ่งเป็นเพื่อนคนเดียวของเธอ  ทันใดนั้นก็ปรากฏมีชายชราคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมาจากท้องฟ้า ลงมา ยืนข้างๆ ยี่เซียน ชายคนนั้นบอกให้ยี่เซียนหยุดร้อง และบอกให้ยี่เซียนไปขุดเอากระดูกของปลาตัวนั้นมาเก็บเอาไว้ ซึ่งในยามวิกฤต ชายคนนั้นบอกให้ยี่เซียนนำกระดูกปลาออกมาและอธิษฐานของอะไรก็ได้ที่เธอต้องการ แต่เธอต้องขอโดยปราศจากความโลภมิเช่นนั้นเทวดาจะลงโทษเธอ ยี่เซียนได้ไปเก็บกระดูกปลาตัวนั้นตามคำแนะนำของเซียนเฒ่า และนำไปซ่อนไว้ในที่ปลอดภัย  ในเวลาต่อมา, มีงานเทศกาลเฉลิมฉลองใหญ่ประจำปีของเมือง ซึ่งหญิงสาวและชายหนุ่มมักใช้โอกาสนี้ในการหาเนื้อคู่ โดยหญิงสาวจะพากันแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าชั้นดีสวยงามเพื่อไปในงาน ยี่เซียนเองก็ปรารถนาที่จะไปงานเทศกาลนี้เช่นกัน  แต่ว่าแม่เลี้ยงห้ามไม่ให้เธอไป เพราะกลัวว่าชายหนุ่มในงานจะหลงไหลยี่เซียน และไม่เลือกลูกของนางเป็นคู่ครอง  เมื่อถึงวันงานแม่เลี้ยงและลูกสาวได้ออกไปงานเทศกาล โดยให้ยี่เซียนเฝ้าบ้าน ยี่เซียนจึงได้นำกระดูกปลาออกมา และอธิษฐานของเสื้อผ้าสำหรับใส่ไปงาน ซึ่งปรากฏว่าเสื้อผ้าของเธอเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าเนื้อดีหรูหรา…

0
Read More

Rhodophis (Egyptian Cinderella)

โรโดฟิส (Ῥοδῶπις) โรโดฟิสเป็นนิทานโบราณเรื่องหนึ่ง ที่มีพล๊อตคล้ายซินเดอเรลล่า ถูกบันทึกเอาไว้ครั้งแรกในหนังสือ Geographica โดยสตาโป (Strabo) นักประวัติศาสตร์ชาวกรีก ซึ่งเขียนไว้ราวปี 7 BC-24 AD เนื้อเรื่อง โรโดฟิส เป็นหญิงสาวชาวกรีกซึ่งถูกโจรสลัดจับตัวไปและขายไปเป็นทาสอยู่ในอียิปต์  วันหนึ่งขณะที่โรโดฟิสกำลังอาบน้ำอยู่ในลำธาร ก็ไ้ดปรากฏว่ามีนกอินทรีตัวหนึ่งได้โฉบลงมาเอารองเท้าแตะของนางแล้วบินหนึไป เมื่อนกอินทรีบินมายังเมืองเมมฟิส ในขณะที่ฟาโรห์กำลังออกมาสูดอากาศอยู่ในอุทยาน เจ้านกอินทรีก็ปล่อยรองเท้าแตะของหญิงสาวตกลงมาเบื้องหน้าของพระองค์ ในตอนแรกพระองค์ทรงแปลกพระทัยที่จู่ๆ รองเท้าก็ตกลงมาจากฟ้า แต่เมื่อทรงทอดพระเนตรรองเท้าคู่นั้น พระองค์ก็สังเกตุเห็นรอยบนรองเท้า ว่าผู้ที่สวมใส่รองเท้านี้จะต้องเป็นผู้ที่มีความงดงามแน่  พระองค์จึงได้เสด็จออกจากพระราชวังเพื่อไปตามหาผู้หญิงที่เป็นเจ้าของรองเท้่า จนกระทั้งได้พบกับโรโดฟิส หญิงสาวเจ้าของรองเท้าข้างนั้น พระราชาจึงได้ทรงพาหญิงสาวกลับไปยังหวัง แต่จัดพิธิอภิเษกสมรส หญิงสาวจึงกลายเป็นราชินีแห่งอียิปต์

0
Read More

Agartha

Agartha (สะกด Agartha, Agarttha, Agarthi, Agardhi, Asgharta) อาณาจักรอะการ์ธ่า เป็นอาณาจักรในตำนานซึ่งเล่ากันว่าเป็นอาณาจักรใต้ดินซึ่งอยู่ลึกลงไปถึงแกนโลก ในภาษาทิเบต ดินแดนแห่งนี้ถูกเรียกว่า แชมบาล่า (Shambhala; ศัมภละ(ไทย)) ซึ่งหมายถึงดินแดนแห่งโชค (Sourc of fortune) ซึ่งยังถูกเรียกด้วยชื่ออื่นฯ ว่าแชงกรีล่า (Shangri-La) หรือ ฌิดธะฌาม (Shiddhashram)  แชมบาล่านี้เป็นดินแดนซึ่งเก็บองค์ความรู้ไว้มายมาย แต่ว่าไม่ใช่สรวงสวรรค์ ในภาษาฮินดูนั้นแชมบาล่ายังถูกเรยกว่า อาณืยาวารทะ (Aryavartha) ซึ่งแปลว่าดินแดนของผู้เลอค่า (The Land of the Worthy Ones) ในอินเดีย ดินแดนแห่งนี้ถูกเรียกว่า  ยังกาย (Gyanganj) ซึ่งแปลว่าบ้านของผู้ไม่ตาย (a house of immortals) อินเดียและทิเบตเชื่อว่าแชมบาล่า เป็นอาณาจักรเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่แถบเทือกเขาหิมาลัย มีทางเข้าออกได้หลายทาง แต่ว่าคนทั่วไปจะไม่สามารถไปยังดินแดนแห่งนี้ได้ นอกจากจะมีกรรมซึ่งเชื่อมโยงกัน ใจกลางของดินแดนมีต้นไม้แห่งชีวิต (tree of life) อยู่ ซึ่งเป็นต้นไม้ที่ประสานโลกและสวรรค์เอาไว้ด้วยกัน  มีโยคี (Yogi) หลายตนอยู่ใต้ต้นไม้แห่งชีวิตคอยทำหน้าที่ดูแลฟูมฝักมนุษย์และสิ่งมีชีวิตบนโลก  ตามความเชื่อของทิเบตบอกว่าเมื่อโลกถึงวันมหาวิปโยค เจ้าผู้ปกครองดินแดนแชมบาล่า พระองค์ที่ 25 จะมาปรากฏตัวต่อหน้ามวลมนุษย์เพื่อชี้แนะหนทางสว่างให้ ในขณะที่มองโกเลีย เชื่อว่าอาณาจักรแห่งนี้อยู่ทางตอนใต้ของไซบีเรีย ตามความเชื่อของอินเดียนั้นแชมบาล่าเป็นบ้านเกิดของกาลกี (Kalki god) ซึ่งเป็นร่างอวตาลสุดท้ายของพระวิศนุ  ในภาษาฮินดูนั้นแชมบาล่ายังถูกเรยกว่า อาณืยาวารทะ (Aryavartha) ซึ่งแปลว่าดินแดนของผู้ประเสริฐ (The Land of the Worthy…

0
Read More

T. E. Lawrence

โทมัส ลอว์เรนซ์ (Thomas Edward Lawrence) นักโบราณคดีอังกฤษ และทหาร ผู้เขียน “The Seven Pillars of Wisdom” เขาเป็นต้นแบบของพระเอกในภาพยนต์ Lawrence of Arabia ลอว์เรนซ์ เกิดวันที่ 16 สิงหาคม 1888 ในทรีมาด๊อก, คาร์นาร์วอนไชร์, เวลส์ (Tremadog, Carnarvonshire, Wales) พ่อของเขาคือเซอร์โธมัส แช๊ปแมน (Sir Thomas Chapman)  และแม่ชื่อซาร่า มาเดน (Sara Maden Junner)  เซอร์โธมันกับซาร่านั้นไม่ได้แต่งงานกันอย่างถูกต้องตามกฏหมาย ลอว์เรนซ์นั้นเป็นลูกนอกกฏหมายคนที่สองในพี่น้องทั้งหมดห้าคน เซอร์โธมัส นั้นทิ้งให้ซาร่าไว้ที่ไอร์แลนด์ ให้อยู่ในความดูแลของจูนเนอร์ (Junner)  ซึ่งซาร่าและจูนเนอร์นั้นเรียกตัวของพวกเขาเองว่า มิสเตอร์และมิสซิส ลอว์เรนซ์  1896 ครอบครัวลอร์เรนซ์ย้ายมาอยู่ที่เมืองอ๊อกฟอร์ด ซึ่งที่เมืองนี้โทมันได้เข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมอ๊อกฟอร์ดซิตี้ (City of Oxford High School for Boys)  1907 ลอว์เรนซ์ต่อเข้าเรียนสาขาประวัติศาสตร์ ที่เยซุสคอลเลจ, อ๊อกฟอร์ด (Jesus College, Oxford) ระหว่างปี 1907-1910 นี้ ลอว์เรนซ์ยังใช้เวลาช่วงวันหยุดในการปั่นจักรยานท่องเที่ยวร่วมกับเพื่อนไปยังที่ต่างๆ ทั้งในอังกฤษ และฝรั่งเศสเพื่อที่จะไปสำรวจตามโบราณสถานและอนุสรณ์ต่างๆ  1909 เดินทางมายังอ๊อตโตมันซีเรีย (Ottoman Syria) โดยเท้า เป็นระยะทางาหลายพันไมล์ เพื่อมาสำรวจปราสาทต่างๆ ที่เหลือจากสงครามรครูเสด  1910 จบปริญญาตรีโดยที่ได้เกียรตินิยม…

0
Read More

Alexandre Saint-Yves d’Alveydre

อเล็กซานเดอร์ เซงดีส ดิเอลเวย์เดอ (Alexandre Saint-Yves d’Alveydre) Synarchism เซงดีส เกิดวันที่ 26 มีนาคม 1842 ในปารีส, ฝรั่งเศส พ่อของเขาเป็นจิตแพทย์ชื่อกิโยม (Guillaume-Alexandre Saint-Yves) เซงดีสเป็นลูกคนโตในพี่น้องทั้งหมดสามคน  1863 ย้ายมาอยู่ในเจอร์ซีย์ และได้รู้จักกับวิคเตอร์ ฮูโก้ (Victor Hugo)  1870 กลับมายังฝรั่งเศส และได้ร่วมรบในสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย (Franco-Prussian War, 1870-1871)  หลังจากสงครามยุติ เซงดีส ก็ได้เข้าทำงานราชการในกระทรวงมหาดไทย 1877 6 กันยายน, แต่งงานกับเคาน์เตสแมรี่ (Countess Marie Victorie de Riznitch-Keller) ซึ่งการแต่งงานนี้ทำให้เซงดีสราวกับหนูตกถังข้าวสาร ทำให้เขาสามารถที่จะทุ่มเทเวลาไปใช้ในการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องราวลึกลับ เหนือธรรมชาติ ตามความสนใจของเขาได้อย่างเต็มที ตีพิมพ์ผลงานบทกวี ในชื่อ “Lyrical Testament”  1879 เขียน “De l’utilité des algues marines” ซึ่งเซงดีสอธิบายการศึกษาและการสร้างโรงงานสำหรับผลิตสาหร่ายทะเลเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ แต่ว่าตัวเขาเองขาดเงินทุนที่จะสร้างโรงงานขึ้นมา 1880 ได้รับยศเป็นมาร์กีสแห่งอัลเวย์ดี (Marquis of Alveydre) 1884 ตีพิมพ์ “Mission des Juifs” และไม่นานหลังจากหนังสือพิมพ์ออกมา เซงดีสก็ได้สนใจเรียนภาษาสันสฤต เพื่อที่จะได้อ่านเอกสารโบราณ พิมพ์ “La France vraie” ซึ่งในหนังสือเล่มนี้เขาได้อธิบายคำศัพท์ “Synarchy/ ไซนาร์คี” ซึ่งเขาอธิบายว่ามันหมายถึงรัฐบาลในอุดมคติ…

0
Read More

Warning ⚠️ This website has cookies which come from Third-party services. such Google, AWS, Yandex.

🦣 all content is original in Thai , translated to others languages  by AWS.

 

Yandex.Metrica
Don`t copy text!