ลิเดีย แฟร์ชายด์ (Lydia Fairchild)

The Twin Inside Me , Chimerism

ลิเดีย เกิดในปี 1976 ในสหรัฐฯ 

2000 ลิเดียแยกทางกับเจมี่ (Jamie Townsend) แฟนของเธอ ซึ่งทั้งคู่มีลูกด้วยกัน หลังแยกทางลิเดียได้ยื่นขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลในการให้เงินอุดหนุดการเลี้ยงดูลูกสองคนของเธอ ซึ่งขึ้นตอนทางกฏหมายนั้นจะต้องมีการตรวจสอบทั้งพ่อและแม่ถึงความเป็นพ่อแม่ของเด็ก โดยทั้งลิเดียและเจมี่จะต้องตรวจ DNA ซึ่งปรากฏว่าผลตรวจที่ออกมานั้น เด็กมี DNA ที่ไม่เข้ากับลิเดีย ซึ่งแปลว่าเธอไม่ใข่แม่ที่แท้จริงของเด็ก  เมื่อหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ออกมาเช่นนี้ รัฐบาลจึงได้ฟ้องดำเนินคดีกับลิเดียในข้อหาพยายามฉ้อโกง เพื่อขอรับเงินสวัสดิการ 

ระหว่างการดำเนินคดีมีการทดสอบ DNA ของลิเดียกับลูกใหม่ถึงสามครั้ง แต่ผลก็เหมือนเดิมคือเธอไม่ใช่แม่แท้ๆ ของเด็ก แม้ว่าลิเดียจะมีหลักฐานรูปถ่ายมายืนยันหนักแน่นระหว่างที่ลูกเติบโตมาพร้อมกับเธอ และเจมี่ก็ยืนยันว่าเขาเห็นตอนที่ลิเดียคลอดลูก

2002 ตอนที่ลิเดียกำลังจะคลอดลูกคนที่สาม ที่เกิดจากเธอกับเจมี่  แพทย์ของลิเดียได้แนะนำให้ศาลตรวจสอบ DNA ของลิเดียและลูกคนที่สาม ซึ่งศาลได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปเป็นพยานเพื่อดูตั้งแต่ตอนที่ทารกคลอดออกมาจากร่างกายของลิเดีย ซึ่งหลังจากทารกคลอดได้สามอาทิตย์ ศาลก็ได้รับผลการทดสอบ DNA ที่ยืนยันว่าลิเดียกับทารกซึ่งเป็นลูกของเธอ มี DNA ที่ไม่ตรงกัน

อย่างไรก็ตาม ศาลยังดำเนินคดีลิเดียต่อไปในข้อหาพยายามฉ้อโกง โดยศาลคิดว่าเธออาจจะใช้อุบายบางอย่างในการหลอกลวง  แต่ว่าตอนนั้นมีอัยการฝ่ายลิเดียชื่อ อะลัน ตินเดลล์  (Alan Tindell) ซึ่งทราบผล DNA ที่ไม่เข้ากันระหว่างลิเดียกับลูก กับประจักษณ์พยานที่ว่าเธอเป็นคนคลอดเด็กคนนั้นออกมาจากตัวเธอเอง อะลันจึงได้พยายามหาเหตุผลอธิบายกรณีของลิเดีย จนกระทั้งได้ค้นพบบทความ เรื่อง “Disputed Maternity Leading to Identification of Tetragametic Chemerism” ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร The New England Journal of Medicine ฉบับ 16 พฤษภาคม 2002 โดย ดร.เหน่ง หยู (Neng Yu) และทีมนักวิจัย ที่พูดถึงกรณีของ คาเรน คีแกน (Karen Keegan)

The New England Journal of Medicine อธิบายถึงเคสของ คาเรน คีแกน ผู้หญิงคนหนึ่งที่คล้ายกรณีของลิเดีย ที่เกิดปรากฏการณ์ทางพันธุกรรมที่เรียกว่า Chimerism

โดยปกติแล้ว การสืบพันธ์ของมนุษย์  สเปิร์ม (sperm) และ ไข่ (egg) จะบรรจุ DNA ประมาณครึ่งหนึ่งจากของพ่อและแม่ เพื่อมารวมกันเป็นลูก  โดย sperm จะรวมตัวเข้ากับ egg กลายเป็น ไซโกต (zygote) ก่อนที่ zygote จะแบ่งตัวและพัฒนากลายเป็น ฟีตัส (fetus) ซึ่งเป็นตัวอ่อนที่เริ่มเป็นรูปร่างของมนุษย์

แต่ในบางกรณี ร่างกายของผู้หญิงจะตก ไข่ ออกมามากกว่าหนึ่งฟอง ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า hyperovulation ซึ่งในกรณีนี้ สเปิร์มสองตัว ก็จะผสมกับไข่คนละใบ ซึ่งจะทำให้เกิดฝาแฝดต่าง 

แต่ในบางกรณีอีก  zygote สองตัวที่แตกต่างกัน เกิดรวมตัวกันระหว่างที่กำลังพัฒนา ทำให้เกิดมี DNA สองชุดในร่างคนๆ เดียว

ในกรณีของ Chimerism ส่วนใหญ่ที่พบนั้น พบว่า DNA ที่แตกต่างกันสองชุดนั้นพบได้ในบางอวัยวะของร่างกายเท่านัน เช่น ที่ผิวหนัง, หรือเซลล์เม็ดเลือดแดง แต่ว่าในกรณีของคาเรนนั้น ทุกส่วนของร่างกายเธอ แสดงว่ามี DNA สองชุด  แต่ว่าในกรณีของลิเดียเป็นเหมือนกับกรณี chimerism ส่วนใหญ่ ที่ทั่วร่างกายของเธอมี DNA ชุดหนึ่ง ยกเว้นบริเวณปากมดลูกที่เป็น DNA อีกชุดหนึ่ง

หลังจากศาลได้รับบทความที่มีความเป็นไปได้จาก อะลันแล้ว ศาลจึงสั่งให้มีการตรวจสอบ DNA ทั่วร่างกายของลิเดีย ซึ่งทั่วร่างกายของลิเดียนั้นพบว่ามี DNA เพียงชุดเดียว ยกเว้นบริเวณปากมดลูกของเธอ ซึ่งได้มีการค้นพบ DNA ชุดที่สอง ซึ่ง DNA ชุดที่สองนี้เข้ากันกับ DNA ของลูกของลิเดีย นั่นทำให้ศาลยกฟ้องลิเดียในข้อหาฉ้อโกง

กรณีของลิเดียนั้นทำให้ความน่าเชื่อถือของการใช้หลักฐานทางพันธุกรรมเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในทางกฏหมายลดลง 

หนังสือที่น่าสนใจ

  1. Genetic Justice: DNA Databanks, Criminal Investigations, and Civil Liberties
  2. Chimeric Criminals,” in the Minnesota Journal of Law, Science, and Technology