เจมส์ แลร์ (James William Liar หรือ Bill Liar)

เจ้าหน้าที่ CIA มีบทบาทในช่วงสงครามลาว, สงครามเวียดนาม

แลร์ เกิดวันที่ 4 กรกฏาคม 1924 ในฮิลตัน, โอกลาโฮม่า (Hilton, Oklahoma) ในครอบครัวที่มีฐานะยากจน  ตอนสามขวบครอบครัวของเขาย้ายมาอยู่ที่บอร์เกอร์, เท็กซัส (Borger, Texas) เพราะแม่ของเขาหย่ากับพ่อและแต่งงานใหม่ ซึ่งต่อมาพ่อเลี้ยงของแลร์เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุระเบิดในบ่อขุดเจาะน้ำมันในปี 1937

1940 แลร์ ย้ายไปอยู่ที่วาโค่ (Waco) และจบจากโรงเรียนมัธยมวาโค่ (Waco high school) โดยมีผลการเรียนดี ระหว่างที่เรียนเขายังทำงานในร้านขายของชำและหนังสือพิมพ์ Panhandle Herald ไปด้วย

1941 เมื่อเกิดสงครามโลก ครั้งที่ 2 แลร์สมัครเข้าฝึกเป็นนักบินกับกองทัพเรือสหรัฐฯ แต่ว่าถูกปฏิเสธ เพราะว่าสายตาไม่ผ่านเกณฑ์ ทำให้เขาเปลียนมาสมัครในหน่วยทหารบกแทน  

1944 เขาได้มีโอกาสร่วมในการยกพลขึ้นบกที่อ่าวนอร์มังดี (Normandy) 

1945 หลังปลดประจำการณ์จากกองทัพ แลร์ได้สมัครเข้าเรียนที่ Texas A & M ในสาขาธรณีวิทยา โดยหวังว่าจะได้ทำงานในอุตสาหกรรมน้ำมันในอนาคต แต่ว่าก่อนที่เขาจะเรียนจบแลร์ก็ได้รับการติดต่อจาก CIA

1951 มีนาคม, แลร์ถูกส่งเข้ามาในประเทศไทย ขณะนั้นเอ็ดวิน สแตนตั้น (Edwin F. Stanton) เป็นเอกอัคราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ด้วยความตกลงพิเศษกับรัฐบาลไทย สหรัฐฯ จึงเริ่มเสริมสร้างกำลังทหารขึ้นมาอย่างมหาศาล

ในขณะที่แลร์เพื่อช่วยฝึกตำรวจตระเวณชายแดนและตำรวจลาดตระเวณพิเศษ (the Police Air Reconnaissance Unit, PARU) ของไทย เพื่อป้องกันภัยจากคอมมิวนิสต์จีน และเวียดนามเหนือ บิลนั้นใช้ค่ายเก่าที่ญี่ปุ่นสร้างไว้ที่หัวหิน เอาไว้ฝึกตำรวจลาดระเวณ 

1954 Geneva Conference มีการแบ่งเวียดนามออกเป็นเวียดนาเหนือกับเวียดนามใต้ 

1958 ค่ายฝึก PARU ถูกย้ายจากหัวหินไปพิษณุโลก หลังสฤษดิ์ ธนะรัตน์ (Sarit Thanarat) ยึดอำนาจจากจอมพลแปลก (Pleak Phibunsongkhram) ในปีก่อนห้า

1960 9 สิงหาคม, กองแล วีระสาน (Kong Le) ทำการปฏิวัติในกรุงเวียงจันทร์ เพื่อโค่นล้มกษัตริย์ศรีสว่าง วัฒนา (Sisawan Vatthana)

ส่วนสหรัฐฯ นั้นได้เข้าไปสนับสนุนรัฐบาลลาวหลวงอยู่ก่อนแล้วเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ ผ่านโครงการเพื่อการพัฒนาสากล (Agency for International Development (AID)) ซึ่งเป็นโครงการบังหน้า ซึ่งเงินที่สหรัฐฯ ทุ่มให้รัฐบาลลาวหลวงจำนวนมหาศาลทำให้เกิดปัญหาการคอร์รัปชั่นในลาว และเป็นสาเหตุที่กองแล ใช้ในการทำการปฏิวัติ 

เมื่อกองแลทำการปฏิวัติ สหรัฐฯ ก็สนับสนุนรัฐบาลลาวหลวงเพื่อต่อต้านการปฏิวัติ

ต่อมาการปฏิวัติของกองแลนั้นล้มเหลว กองแลจึงได้นำกำลังหนีมาอยู่บริเวณทุ่งไหหิน (Plain of Jars) และตั้งกองกำลัง KL (Forces Armees Neutralistes, Neutralist Armed Forces) ที่ประกาศตัวเป็นกลาง

กองกำลังคอมมิวนิสต์ลาว ในตอนนั้นรู้จักกันในชื่อ ปะเทดลาว (Pathet Lao, PL) และทำการสู้รบกับกองทัพลาวหลวง (Royal Lao Army, FAR) ซึ่งขณะนั้นยังเป็นราชอาณาจักรลาว

กองกำลังของ PL ได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามเหนือ (North Vietnam) ซึ่งหน่วยทหารของเวียดนามเหนือ เรียกว่า เวียดกง หรือ VC (Vietnamese Communists) เป้าหมายของ VC ในตอนแรกคือการเข้าไปแยกแยกตะวันออกของลาว เพื่อใช้ในการเป็นฐานสนับสนุนเวียดนามเหนือ

กองกำลัง KL ของกองแลนั้นต่อสู้กับกองทัพลาวหลวง (FAR) แต่ไม่รบกับ PL และ VC

ในขณะที่กองกำลังของชาวม้ง (Hmong) กับ FAR นั้นมีศัตรูร่วมกัน แต่ม้งกับ FAR ก็ไม่ถูกกัน แต่ทั้งสองกองทัพก็ร่วมมือกับสหรัฐฯ  ชาวม้งนั้นรบกับคอมมิวนิสต์เพราะว่าพวกเข้ารู้สึกถึงความโหดร้ายและอัตรายของคอมมิวนิสต์ พวกม้งจึงต่อสู้เพื่อเอกราชของพวกตนเอง

ธันวาคม, แลร์ สามารถบรรลุข้อตกลงกับ วัง เปา (Vang Pao) ผู้นำของม้งได้เป็นครั้งแรก ซึ่งด้วยการสนับสนุนด้านอาวุธจากสหรัฐฯ ทำให้วังเปา สามารถสร้างกองทัพม้งที่มีกำลังกว่า 30,000 คน ในช่วงสงครามประชาชนในลาว (Laotin Civil war) 

ช่วงการปฏิวัติในลาว CIA และหน่วย PARU ของไทย จึงใช้โอกาสนี้แทรกซึมเข้าไปในลาว เผื่อให้การฝึกกองกำลังม้ง เช่น ที่บริเวณบ้านนา (Ban Na) ใกล้กับภูเขาควาย (Phou Khao Khouay), สวรรณเขต ในลาว

KL สามารถยึดพื้นที่บริเวณทุ่งไหหินมาจาก PL ได้ 

1962 ตุลาคม, International Agreement on the Neutrality of Laos มีผลบังคับใช้ ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างมหาอำนาจตกลงให้ลาวเป็นรัฐที่เป็นกลางทางการเมือง ทำให้ CIA ถอนกำลังส่วนใหญ่ออกมา แต่ว่ายังคงกำลังบางส่วนเอาไว้ โดยมี PARU ของไทยราว 100 คน แต่ว่าไม่นานข้อตกลงนี้ก็ถูกละเมิดโดยประเทศภาคีและสงครามในลาวก็ดำเนินต่อไป

แลร์ ซึ่งออกจากลาว ก็ย้ายศูนย์ปฏิบัติการณ์ของ CIA ไปอยู่ในหนองค่าย ก่อนที่จะพบว่ามันไม่เหมาะสม เขาก็ย้ายไปอยู่ที่ฐานทัพอากาศไทยในอุดรธานี ซึ่งศูนย์ CIA ที่นี่เรียกว่า  AB-1 ซึ่งยังคงปฏิบัติการณ์ลับในลาวต่อ ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับหน่วยนักรบนิรนาม 333 ของไทยหรือ ถูกเรียกว่า “หน่วยขาวเทา”

1963 สิงหาคม, แลร์ได้รับคำสั่งให้ทำลายถนนหมายเลข 7 ระหว่างทุ่งไหหินกับพรหมแดนเวียดนาม เขาจึงส่งทั้งหน่วย PARU และกำลังม้งเข้าไปเพื่อระเบิดเส้นทาง  ซึ่งปฏิบัติการณ์สำเร็จและเวียดนามใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะซ่อมเสร็จ

1964 2 สิงหาคม, (The Tonkin Gulf Incident) เกิดเหตุการณ์เรือรบ USS Maddox ถูกยิงด้วยตอร์ปิโดจนล่มที่อ่าวตั๋งเกี๋ย สหรัฐฯ อ้างว่าตอร์ปิโดดังกล่าวมาจากเรือรบของเวียดหนามเหนือ และใช้เป็นเหตุให้สหรัฐฯ เข้าสู่สงครามเวียดนาม และสหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการณ์ทางอากาศ เพื่อทิ้งระเบิดทำลายเวียดกงในลาว

ขณะเดียวกัน CIA ตามคำสั่งของเท็ด แช็คเลย์ (Theodore Shackley) ผู้อำนวยการ ก็เริ่มโครงการฟินิกส์ (Pheonix Program) ซึ่งจับชาวเวียดกงมาทรมานเพื่อหาข่าว

แลร์ นั้นมองว่าปฏิบัติการณ์ทิ้งระเบิดทางอากาศของสหรัฐฯ แม้จะสร้างความเปรียบ แต่ก็ส่งผลเสียต่อกำลังของชาวมง ที่เป็นกำลังภาคพื้นดิน ให้มีความสูญเสียไปด้วย 

แลร์ นั้นเดินทางกลับสหรัฐฯ ในช่วงนี้ เพราะลาพักไปพบครอบครัว 

ต่อมาเมื่อแลร์กลับมา แลร์ได้เริ่ม Project Hardnose เพื่อต่อต้านโครงการ Ho Chi Minh Trail (เครือข่ายเส้นทางลอจิสติกส์ของคอมมิวนิสต์เวียดกงและ PL ในประเทศลาว) โดย Project Hardnose เป็นปฏิบัติการณ์ในการค้นหาและทำลายเครือข่ายเส้นทาง Ho Chi Minh Trail

นอกจากนั้นยังมี Operation Waterpump ซึ่งมีการมอบเครื่องบิน T-28 Trojans ซึ่งเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดเล็ก ให้กับกองทัพไทยเพื่อใช้ฝึกนักบินลาวที่ถูกพาเข้ามาฝึกในอุดร

1965 สถานะการณ์ในเวียดนามทำให้สหรัฐฯ เบี่ยงปฏิบัติการณ์จากลาวไปเวียดนามมากขี้น

20 พฤษภาคม, นักบินสหรัฐฯ​ เออร์เนสต์ บราซ์ (Ernest C. Brace) ถูกจับเอาไว้โดยฝ่ายคอมมิวนิสต์ ทำให้แลร์ต้องมีปฏิบัติการณ์ในการช่วยเหลือ 

1968 10-11 มีนาคม, (Battle of Lima Site 85 หรือ Battle of Phou Pha Thi)  การรบที่ภูพาไท ในแขวงหัวพันของประเทศลาว โดยกองกำลัง PL, VC รบกับทหารลาวหลวง, ทหารสหรัฐฯ​ และ PARU ของไทย ซึ่งฝ่ายคอมมิวนิสต์สามารถที่จะยึดพื้นที่ไปได้ 

สิงหาคม, แลร์เดินทางออกจากประเทศลาว เพราะความขัดแย้งกับวิลเลี่ยม ซุลลิแวน (william H. sullivan) ทูตสหรัฐฯ​ ประจำประเทศลาวซึ่งถือเป็นเจ้านายของแลร์ด้วย

เมื่อกลับไปสหรัฐฯ แลร์กลับเข้าไปเรียนหนังสือที่วิทยาลัยสงครามของกองทัพ (Army War College) ในสหรัฐฯ ซึ่งหลังจากเรียนจบ เขากลับเข้ามาเป็นทำงานกับ CIA อีกครั้งในกรุงเทพ โดยอาศัยอยู่กับภรรยาชาวไทย [ภรรยาชาวไทยของแลร์ เป็นน้องสาวของพล.อ.อ. สิทธิ ศเวตศิลา] และเขาก็ทำงานให้กับ CIA จนสิ้นสุดสงครามเวียดนามในปี 1975

1975 30 เมษายน, (Fall of Saigon) เวียดนามเหนือบุกยึดไซง่อนเมืองหลวงของเวียดนามใต้ได้สำเร็จ

2 กรกฏาคม, เวียดนามเหนือและใต้ร่วมกันเป็นประเทศเดียว 

23 สิงหาคม, กองทัพ PL บุกเข้ายึดกรุงเวียงจันทร์ได้สำเร็จ กษัตริย์ศรีสว่างถูกบังคับต้องสละราชสมบัติ แต่พระองค์ก็ปฏิเสธที่จะหนีออกนอกประเทศ  ในตอนแรกรัฐบาลคอมมิวนิสต์ลาวได้ตั้งพระองค์ให้ดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาประธานาธิบดีซึ่งไม่ได้มีอำนาจอะไร  แต่ก็มาก็นำพระองค์และราชวงศ์ถูกไปขังไว้ในค่ายหมายเลข 1 ในจังหวัดซำเหนือ ซึ่งต่อมากษัตริย์ศรีสว่างสวรรคตในปี 1980 ขณะมีพระชนษ์ 70 ชันษา รัฐบาลลาวบอกว่าสาเหตุการสวรรคตมาจากไข้มาลาเรีย

แลร์ เกษียรจาก CIA ในวัย 53 ปี โดยได้รับยศ GS-16  เขากลับไปอยู่ที่วาโค่ ในสหรัฐฯ​ ทำงานในไร่ของตัวเอง และทำงานเป็นคนขับรถบรรทุก แต่ยังคงมีบทบาทในด้านความสัมพันธ์ระหว่างชาวม้งกับสหรัฐฯ​ 

2014 28 ตุลาคม,​เสียชีวิต