History

Hernan Cortez

เฮอร์นัน คอร์เตส (Hernán Cortés de Monroe y Pizarro Altamirano) ทหารสเปนผู้ทำลายอาณาจักรแอซเท็ค (Aztec Empire) คอร์เตส เกิดในปี 1485 ในหมู่บ้านเมเดลลิน (Medellín Castile) ในราชอาณาจักรแคสติล (Kingdom of Castile) ปัจจุบันอยู่ในประเทศสเปน  พ่อของเขาชื่อมาร์ติน (Martín Cortés de Monroy) และแม่ชื่อแคเธอรีน่า (Catalína Pizarro Altamirano) คอร์เตสเป็นลูกพี่ลูกน้องกับฟรานซิสโก้ ปิซาร์โร่ (Francisco Pizarro González) ผู้ที่บุกอาณาจักรอินคา (Inca Empire) 1499 ตอนอายุ 14 คอร์เตส ถูกส่งไปเรียนภาษาลาตินกับลุงของเขาชื่อซาลามันก้า (Salamanca) 1501 เขากลับไปอยู่ที่บ้านที่เมเดลลิน ก่อนที่จะสมัครเข้าร่วมกับกองเรือที่จะส่งไปเม็กซิโก ร่ามญาติห่างๆ ของเขาชื่อนิโคลัส โอวันโด (Nicolas de Ovando) ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการของฮิสปาลิโอล่า (Governor of Hispaniola) เกาะซึ่งอยู่ระหว่างเฮติกับโดมินิกัน แต่ว่าคอร์เตสล้มป่วยก่อนที่จะออกเดินทา ง ทำให้เขาพลาดโอกาสในการไปอเมริกาครั้งนี้ ซึ่งหลังจากหายป่วยเขาได้ใช้เวลาเดินทางท่องเที่ยวอยู่ในสเปนแทน 1504 ได้เดินทางไปยังฮิสปาลิโอล่า โดยได้โดยสารมากับเรือซึ่งมีอลอนโซ่ กินเตโร่ (Alonso Quintero) เป็นผู้บังคับการเรือ  เมื่อมาถึงซานโต โดมิงโก้ (Santo Domingo) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของฮิสปาลิโอล่าแล้ว คอร์เตสได้ลงทะเบียนเป็นพลเมือง และได้รับการจัดสรรที่อยู่และที่ดินสำหรับทำกิน  ซึ่งไม่นานนิโคลัส โอวันโด…

0
Read More

Ashoka

อโศก (Devanam Priyadarshi, Ashoka)  อโศก ประสูติราวปี 304 BC ในกรุงปาตาลีปุตรา (Pataliputra) เป็นโอรสของจักรพรรดิพินทุสาร (Emperor Bindusara) ซึ่งตามหนังสือ Avadana บันทึกเขาไว้ว่าพระมารดาคือพระนางสุภาดรัง (Subhadrangī) พระมเหสีของจักพรรดิพินทุสาร,  ในขณะที่หนังสือ Divyavadana บันทึกว่าพระราชินีพระนามว่าจันภากัลยาณี (Janapadakalyani) แต่หนังสือ Ashokavadana บันทึกว่าพระมารดาเป็นลูกสาวของพราห์มคนหนึ่งจากเมืองจำปา (Champa)  อโศก เป็นพระนัดดา ของจักรพรรดิจันทราคุปตะ เมารยะ (Chandragupta Maurya) ผู้ก่อตั้งราชงงศ์เมารยะ ( Mauryan dynasty)  อโศกได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าครองเมืองอวานติ (Avanti) 323 BC อเล็กซานเดอร์ สวรรคต (Alexander the Great)   ปโตเลมี โซเตอร์ (Ptolemy I Soter) แม่ทัพคนหนึ่งของอเล็กซานเดอร์ จีงได้สถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นกษัติย์แห่งอียิปต์ 305 BC ซีลัวคัส (Seleucus) แม่ทัพคนหนึ่งของอเล็กซานเดอร์  โดยได้รับการสนับสนุนจากปโตเลมี ทำให้เขาได้ปกครองบาบิโลน (Babylon) และซีลัวคัสได้ทำสงครามขยายดินแดนออกไปทางตะวันออก ไปยังเปอร์เซีย (Persia), มีเดีย (Media) จนกระทั้งไปถึงอินเดีย  303 BC ซีลัวคัส พ่ายแพ้ให้กับกองทัพของจักรพรรดิจันทราทราคุปตะ , ซีลัวคัสจึงทำสันติภาพกับอินเดียโดยการให้ลูกสาวคนหนึ่งของเขา แต่งงานกับจักรพรรดิจันทราคุปตะ 297 BC จักรพรรดิจันทราคุปตะสวรรคต และจักรพรรดิพินทุสารครองราชย์ 285 BC…

0
Read More

Hammurabi

ฮัมมูราบี กษัตริย์องค์ที่ 6 ของราชวงศ์บาบิโลน , มีชื่อเสียงจากการตรากฏหมายฮัมมูราบี (Code of Hammurabi)  เนื่องจากเวลาในประวัติศาสตร์ที่ยังไม่ชัดเจน นักประวัติศาสตร์ได้มีการเสนอช่วงเวลาที่ฮัมมูราบี ทรงเริ่มขึ้นครองราชย์ออกมาเป็น 3 แบบที่ต่างกัน โดยเรียกว่าเป็น High, Middle และ Low โดยนับเวลาตั้งแต่ขึ้นครองราชย์  ในปี 1848, 1792, 1728 ตามลำดับ  จาก “Middle”  (Chronology of the ancient Near East) ฮัมมูราบี ประสูตรปี 1810 ก่อนศริสต์กาล  พระองค์เป็นชาวอโมไรต์ (Amorites) ชนพื้นเมืองกลุ่มหนึ่งในซีเรียซึ่งพูดภาษาเซไมต์ (Semitic language)   ฮัมมูราบีเป็นโอรสของกษัตริย์ ซิน-มูบัลลิต (Sin-Muballit) กษัตริย์แห่งบาบิโลน โดยไม่ปรากฏว่าพระมารดาชื่ออะไร ,   พระองค์มีพระขนิษฐาชื่ออิลตานิ (Iltani) ซึ่งต่อมาฮัมมูราบีแต่งตั้งให้พระนางไปดูแลวิหารซามาส (temple of Samas) ชื่อฮัมมูราบี เป็นชื่อแบบชาวอโมไรต์ แต่ยังเป็นที่ถกเถียงในหมู่นักวิชาการ บางคนอ่านว่า “Hammu-rabi” ที่แปลว่า “Ancestor is great” (ผู้มีบรรพบุรุษที่ยิ่งใหญ่)  ในขณะที่นักวิชาการอีกส่วนหนึ่งอ่านว่า “Hammu-Rapi” ที่แปลว่า “Ancestor-Healer” 1792 BC ฮัมมูราบี ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระราชบิดา ขณะมีพระชน 18 พรรษา บาบิโลนขณะนั้นเป็นเพียงดินแดนเล็กๆ ที่ประกอบขึ้นจากเมือง ซิปปาร์…

0
Read More

Francesco Guicciardini

ฟรานเซสโก้ กุชชาร์ดินี (Francesco Guicciardini)  ผู้เขียน history of Italy ฟรานเซสโก้ เกิดวันที่ 6 มีนาคม 1483 ในฟลอเรนซ์ (Florence, Republic of Florence) สาธารณฟลอเรนซ์ พ่อของเขาชื่อเปียโร่ (Piero di lacopo Guicciardini) และแม่ชื่อซีโมน่า (Simona di Bongianni Gianfigliazzi)  ฟรานเซสโก้เป็นลูกคนที่สามในบรรดาพี่น้องสิบเอ็ดคน ครอบครัวของเขามีฐานะร่ำรวย และเป็นผู้สนับสนุนคนหนึ่งของตระกูลเมดิคี (Medici) ตอนเด็ก ฟรานเซสโก้ เรียนหนังสือกับนักปรัชญาซึ่งเป็นพ่ออุปถัมภ์ของเขาชื่อมาร์ซิลิโอ ฟิคิโน่ (Marsilio Ficino) ทำให้เขาได้รู้ภาษาลาตินและกรีกเล็กน้อย 1500 ฟรานเซสโก้ได้เข้าเรียนกฏหมายที่มหาวิทยาลัยเฟอร์ราร่า (University of Ferrara) 1502 ย้ายมาเรียนที่มหาวิทยาลัยปาดัว (University of Padua)  1505 กลับมายังฟลอเรนซ์ 1506 ได้รับแต่งตั้งจากผู้ว่าของฟลอเรนซ์ให้เป็นอาจารย์สอนกฏหมายในฟลอเรนไตน์สตูดิโอ (Florentine Studio)  1508 แต่งงานกับมาเรีย (Maria Salviati) ลูกสาวของอลาแมนโน่ ซัลเวียติ (Alamanno Salviati) ผู้ทรงอิทธิพลอีกตระกูลหนึ่งในฟลอเรนซ์ เขียนหนังสือ Memorie di famiglia (Memory of the Family) และ the Storie Fiorentine (The History of…

0
Read More

Gamal Abdel Nasser

เกมาล อับเดล นัสเซอร์ (مال عبد الناصر حسين) นัสเซอร์ เกิดวันที่ 15 มกราคม 1918 ในอเล็กซานเดรีย, อียิปต์ (Alexandria, Sultanate of Egypt) ซึ่งในขณะนั้นอียิปต์ยังคงปกครองด้วยระบอบสุลต่าน  พ่อของเขาชื่ออับเดล ฮุสเซน (Abdel Nasser Hussein) และแม่ชื่อฟาฮิมา (Fahima)  พ่อของเขาทำงานไปรษณีย์ นัสเซอร์เป็นลูกคนโตของครอบครัว เขามีน้องชายอีกสองคนชื่ออิซซ์ (Izz al-Arab) และอัล ลีธี (al-Leithi)  ครอบครัวของเขาต้องย้ายที่อยู่บ่อยเพราะว่างานของพ่อ นัสเซอร์นั้นได้เรียนหนังสือในโรงเรียนประถมสำหรับลูกของพนักงานไปรษณีย์ 1921 ครอบครัวย้ายมาอยู่ที่เมืองอัสยุต (Asyut) 1923 ย้ายมาอยู่ในเมืองคาตัตบา (Khatatba)  1924 นัสเซอร์ถูกส่งให้มาอยู่กับย่าในกรุงไคโร และได้เข้าเรียนที่โรงเรียนประถมนาห์ฮาซิน (Nahhasin elementary school)  โดยระหว่างนี้เขาเขียนจดหมายติดต่อกับแม่เป็นประจำ 1926 แม่ของเขาเสียชีวิต หลังจากให้กำเนิดน้องชายอีกคนให้กับนัสเซอร์  ซึ่งทำให้นัสเซอร์เสียใจมากและเสียใจมากขึ้นไปอีกเมื่อไม่กี่เดือนหลังจากแม่เสีย พ่อของเขาก็แต่งงานใหม่  1928 ย้ายมาอยู่กับปู่ในอเล็กซานเดรีย และเข้าเรียนในโรงเรียนประถมอัตตาริน (Attarin elementary school) 1929 ย้ายมาเรียนในโรงเรียนประจำของเอกชนแห่งหนึ่งในเมืองเฮลแวน (Helwan) 1930 ย้ายกลับมาอยู่กับพ่อในอเล็กซานเดรียและเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมราส เอล-ติน (Ras el-Tin) ซึ่งเมื่องกลับมาอยู่ที่อเล็กซานเดรียนัสเซอร์เริ่มเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับกลุ่ม Young Egypt Society กลุ่มชาตินิยมที่เรียกร้องเอกราชให้อียิปต์จากการปกครองของอังกฤษ ซึ่งภายหลังก่อตั้งเป็นพรรคการเมือง  1933 เมื่อพ่อของเขาย้ายมาทำงานในกรุงไคโร นัสเซอร์ก็ย้ายตามมาด้วย และเข้าเรียนที่โรงเรียน อัล-นาห์ดา อัล-มัสเรีย…

0
Read More

Manetho

มาเนโท (Μανέθων) ผู้เขียน Aegyptiaca เชื่อกันว่าเดิมเขาเป็นชาวเมืองเซเบนนีตอส (Sebennytos) ในอียิปต์โบราณ เขาเป็นคนอียิปต์โดยกำเนิดและใช้ภาษาอียิปต์ มีชีวิตอยู่ในช่วงของราชวงศ์ปโตเลเมียค (Ptolemaic dynasty) ช่วง 300 ปีก่อนศริสต์กาล ข้อมูลเกี่ยวกับมาเนโทนั้นไม่แน่ชัด ส่วนใหญ่ข้อมูลเกี่ยวกับเขาถูกอ้างอิงจากงานเขียนของนักประวัติศาสตร์กรีกและยิว อาทิ โจเซฟัส (Flavius Josephus, 37-100 CE), ยูเซเบียส (Eusebius of Caesarea, 260-339 AD), อฟริแคนัส (Africanus) จากข้อมูลของพลูตาร์ช (Plutarch) มาเนโททำงานรับใช้กษัตริย์พโตเลมี ที่ 1 โซเตอร์  (Ptolemy I Soter, 323-283 BC) ข้อมูลของจอร์จ ซิลเซลลัส (George Syncellus) บอกว่ามาเนโททำงานอยู่ในสมัยของกษัตริย์ปโตเลมี ที่ 2  ฟิลาเดลฟัส (Ptolemy II Philadelphus, 285-246 BC) มาเนโท นั้นเป็นนักประวัติศาสตร์ที่เชื่อกันว่าเขาเป็นผู้เขียน Aegyptiaca (History of Egypt) ให้กับกษัตริย์ปโตเลมี ฟิลาเดลฟัส  จอร์จ ซิลเซลลัส บอกว่า , มาเนโทเป็นนักบวชอยู่ในวิหารของเทพเร (Ra) ในเมืองเฮลิโอโพลิส (Heliopolis) พลูตาร์ช ยังบอกว่า มาเนโทเป็นผู้ริเริ่มลัทธิเซราฟิส (Serapis) ซึ่งบูชาเทพโอซิริส (Osiris) และเทพเอปิส (Apis)  The Sacred…

0
Read More

Omm Sety

โดโรธี เอดี้ (Dorothy Louise Eady) ผู้หญิงซึ่งอ้างว่าเป็นนักบวชในอียิปต์โบราณกลับชาติมาเกิด โดโรธี เกิดวันที่ 16 มกราคม 1904 ในลอนดอน (Blackhearth, London) เป็นลูกคนเดียวของรัวเบน (Reuben Ernest Eady) ช่างตัดเสื้อ และแม่ชื่อคาโรไลน์ (Caroline Mary Frost)  ตอนอายุ 3 ขวบโดโรธีประสบอุบัติเหตุตกจากบันไดจนหมดสติไป ขนาดที่หมอคาดว่าเธอจะไม่มีชีวิตรอด และเธอมีอาการของโรคผิดปกติในการออกเสียงพูด (foreign accent syndrome) แต่แล้วเธอก็ผ่านช่วงเวลาที่วิกฤตมาได้อย่างปาฏิหารย์ ครอบครัวของโดโรธีเป็นแคโธริก เธอจะต้องเข้าโบสถ์เป็นประจำทุกอาทิตย์ตั้งแต่เด็ก มีอยู่วันหนึ่งตอน 4 ขวบ พ่อได้พาโดโรธีไปเที่ยวที่พิพิธภัณฑ์  และเธอได้เห็นภาพวิหารของฟาโรห์ เซติ ที่ 1 (Seti I) ฟาโรห์ในราชวงศ์ที่ 19 ของอียิปต์ โดโรธีบอกกับทุกคนว่าที่นั่นคือบ้านของเธอ  เธอล้มลงจูบที่เท้าของรูปปั้นฟาโรห์ และตั้งแต่นั้นมาเธอก็เริ่มเรียนอักษรเฮียโรกริฟห์ ของอียิปต์ ตอนอายุ 15 โดโรธีเล่าถึงความฝันว่าได้พบกับฟาโรห์ เซติ ที่ 1 และพระองค์ช่วยให้ความทรงจำในอดีตของเธอก็กลับมามากขึ้น 1931 โดโรธี แต่งงานกับอีแมน เมกูอิด (Eman Abdul Meguid) ชาวอียิปต์ พวกเขามีลูกชายด้วยกัน ซึ่งเธอก็ตั้งชื่อว่าเซตี้ (Sety) หลังแต่งงานโดโรธีย้ายไปอยู่ในอียิปต์โดยสามีของเธอทำงานเป็นครูสอนภาษา โดโรธีเล่าปูมประวัติของเธอในอียิปต์โบราณ โดยอ้างว่าเธอมีชื่อว่า เบนตรีชีต (Bentreshyt-Harp of Joy) เป็นลูกสาวคนหนึ่งของทหารองครักษ์ของฟาโรห์ เซติ ที่ 1…

0
Read More

Lavr Kornilov

ลาฟร์ คอร์นิลอฟ (Лавр Георгиевич Корнилов) คอร์นิลอฟ เกิดวันที่ 18 สิงหาคม 1870 ในอุสต์-คาเมโนกอร์สก์, เตอร์เกสถาน(USA-Kamenogorsk, Russia Turkestan)  ปัจจุบันอยู่ในคาซัคสถาน (Kazakhstan)  พ่อของเขามีเชื้อสายคอสแซ็ค มีชื่อว่ากริกอรี คอร์นิลอฟ (Grigory Kornilov) ส่วนแม่ชื่อว่ามาเรีย (Maria Ivanovna) ซึ่งมีเชื้อสายคาซัค 1885 คอร์นิลอฟเข้าเรียนในโรงเรียนเตรียมทหารในเมืองโอมส์ก (Omsk)  1889 มาเรยีนต่อที่โรงเรียนทหารปืนใหญ่มิคาอิลอฟสกี้ (Mikhailovsky Artillery School)  1892 เขาได้รับยศร้อยโทและมาประจำการ์ณอยู่ในเขตทหารเตอร์เกสถาน ซึ่งระหว่างนี้มีหลายครั้งที่ต้องเดินทางเข้าไปในเปอร์เซียและอัฟกานิสถาน กลับเข้ามาเรียนที่สถาบันทหารมิโกลาเยฟ (Mykoloayiv General Staff Academy)  1897 จบจากสถาบันมิโกลาเยฟ และได้เลื่อนยศเป็นร้อยเอก หลังจากเรียนจบเขาก็กลับมาประจำการณ์ในเตอร์เกสถาน เหมือนเดิม 1904 ช่วงสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น (Russo-Japanese War, 1904-1905) คอร์นิลอฟได้เป็นผู้บังคับการณ์หน่วยทหารราบที่ 1 และได้ 1905 ร่วมรบในสมรภูมิซานเดปู (Battle of Sandepu) และที่สมรภูมิมุกเดน (Battle of Mukden)  หลังสงครามยุติเขาได้รับเหรียญเซนต์จอร์จ (Order of St.George) ชั้นที่ 4 เป็นรางวัลในวีรกรรม, และได้รับการเลื่อนยศเป็นพันเอก 1907 ถูกส่งมาทำงานอยู่ในประเทศจีน ระหว่างนี้เขาได้เรียนภาษาจีนและวัฒนธรรม และยังมีโอกาสได้พบกับเจียง ไคเช็ค (Chiang Kai-shek) ด้วย 1910…

0
Read More

Yuan Shikai

หยวน ซื่อไค่ (袁世凯) หยวน ซื่อไค่ เกิดวันที่ 16 กันยายน 1859 ในหมู่บ้านฉางยิง, เฉินโจว, มณฑลเหอนาน  (Zhangying village, Xiangcheng Country, Chenzhou, Henan)  วัยเด็ก หยวน ซื่อไค่เรียนหนังสือตามแนวคิดแบบขงจื้อ นอกจากนั้นเขายังชอบการขี่ม้า, และการชกมวย หยวน ซื่อไค่ ไม่สามารถสอบเข้ารับราชการของจีนได้ถึงสองครั้ง ทำให้เขาเปลี่ยนเป้าหมายมาเข้าเป็นทหารในกองทัพไคว่จิง (Huai Army,  淮軍) ซึ่งเป็นกองทัพที่ราชวงศ์ชิง (Qing Dynasty) ตั้งขึ้นมาเพื่อใช้ปราบปรามกบฏไท่ปิง (Taiping Rebellion)  1876 แต่งงานครั้งแรกกับผู้หญิงจากตระกูลหยู (Yu Family) และมีลูกชายด้วยกันคนหนึ่ชื่อเข่อดิง (Yuan Keding, 袁克定, 1878-1958) ในเกาหลี เกาหลีถูกกดดันจากญี่ปุ่นให้ลงนามสนธิสัญญากางฮวา (Treaty of Ganghwa) ซึ่งเกาหลีอนุญาตให้ญี่ปุ่นเข้ามาทำการค้าในอินชอน (Incheon) และวอนซาน (Wonsan) ได้อย่างเสรี  ราชวงศ์โจชอน (Joseon Dynasty) ในช่วงเวลานี้กำลังเผชิญปัญหาภัยคุกคามจากจักรพรรดิเมจิของญี่ปุ่น ที่ต้องการเข้ามามีอิทธิพล ในขณะที่ภายในเองพระบิดาของกษัตริย์โกจง (King Gojoin) ต้องการดำเนินนโยบายปิดประเทศ ในขณะที่พระราชินีมิน (Queen Min) มีประสงค์ที่จะเปิดประเทศเพื่อทำการค้า ทำให้มีปัญหาภายในราชสำนัก ต่อมาเมื่อพระราชินีมินต้องลี้ภัยมาขอความช่วยเหลือจากจีน  หลี ฮงฉาง ผู้สำเร็จราชการประจำจีหลี (Li Hongzhang, Viceroy of Zhili) ได้ให้ความช่วยเหลือในการฝึกทหารขึ้นมา 500…

0
Read More

Po Nagar

โพ นาจาร์ (Lady Po Nagar, 杨婆那加) อาณาจักรจำปา (Kingdom of Champa) ตั้งอยู่บริเวณเวียดนามใต้ในปัจจุบัน ตามความเชื่อเล่ากันว่าอาณาจักรก่อตั้งโดยเทพีนามว่า โพ นาจาร์  เมื่อยังเป็นทารก เทพธิดาโพ นาจาร์นั้นถูกทิ้งไว้กลางป่าใกล้กับเมืองญาตราง (Nha Trang) ก่อนที่จะมีคนตัดไม้ไปพบ คนตัดไม้และภรรยาซึ่งไม่มีลูกจึงได้รับทารกมาเลี้ยงไว้เป็นบุตรของตัวเอง  อยู่มาวันหนึ่ง โพ นาจาร์ ในวัยเด็กกลับเข้ามาบ้านพร้อมกับไม้จันทร์ชิ้นหนึ่ง โดยที่เธอดูแลไม้จันทร์นี้เป็นอย่างดีโดยที่ไม่อนุญาตให้ใครแตะต้อง ต่อมาเมื่อโพ นาจาร์ โตเป็นสาว เธอได้บอกกับพ่อและแม่ของเธอว่า เธอได้รับคำสั่งให้เดินทางไปยังราชสำนักจีนและจะต้องแต่งงานกับเจ้าชายของจีน  แม้ว่าคนตัดไม้จะไม่อยากจะให้ลูกสาวเดินทางไป แต่ก็ไม่อาจจะเปลี่ยนความตั้งใจของเธอเอาไว้ได้ ในวันที่จะต้องออกเดินทาง โพ นาจาร์ ได้เดินทางไปที่ชายฝั่ง และได้โยนชิ้นไม้จันทร์ลงไปในทะเล แล้วทั้งโพ นาจาร์และไม้จันทร์ก็จมหายไปในทะเล  ชาวประมงจึนซึ่งออกจับปลาบริเวณชายฝั่งของจีนได้ลากอวนติดเอาวัตถุบางอย่างขึ้นมาจากทะเล เขาคิดว่ามันน่าจะมีราคามาก จีงได้นำวัตถุดังกล่าวเข้าไปในพระราชวัง เพื่อถวายให้เจ้าชายทรงทอดพระเนตร ซึ่งเมื่อเจ้าชายหยิบวัตถุดังกล่าวขึ้นมาดู โพ นาจาร์ก็ปรากฏร่างออกมาให้พระองค์เห็น  และทั้งสองก็ได้แต่งงานกัน และมีโอรสด้วยกันสององค์ เวลาผ่านไป โพ นาจาร์ ต้องการที่จะกลับบ้านไปเพื่อเยี่ยมพ่อแม่ที่เลี้ยงดูเธอมา แต่ว่าเจ้าชายปฏิเสธเพราะไม่อยากจะอยู่ห่างจากพระมเหสี (บางตำนานเล่าว่าเจ้าชายมีนิสัยโหดร้าย กดขี่ ข่มเหงประชาชน ทำให้โพ นาจาร์ต้องการกลับบ้านเกิด)  โพ นาจาร์จึงแอบมาที่ชายฝั่งพร้อมกับโอรสทั้งแล้ว แล้วโยนไม้จันทร์ลงไปในทะเล แล้วพวกเขาก็หายตัวไปกลับท้องทะเล เจ้าชายเมื่อทรงรู้ว่าโพ นาจาร์และโอรสหายตัวไป จึงได้สั่งให้นำเรือมุ่งลงมาทางใต้ เพื่อตามหาโพ นาจาร์  แต่ว่าเมื่อกองเรือของเจ้าชายจีนผ่านเข้าใกล้เมืองญาตราง โพ นาจาร์ ก็ได้สาปให้เรือของเจ้าชายกลายเป็นปราสาทหิน  โพ นาการ์ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในเวียดนาม เพื่อทำแต่กุศลกรรม จนกระทั้งสิ้นอายุขัย และเมื่อนางสิ้นชีวิต นางก็ได้รับการศักการะจากทั้งชาวจำปาและชาวเวียดนาม โดยเมื่อเวียดนามได้ผนวกอาณาจักรจำปาแล้วได้เรียกพระนางใหม่ว่าเทียนวายอะน่า (Thiên…

0
Read More

Warning ⚠️ This website has cookies which come from Third-party services such as google Analytics, Adsense, Amazon, Yandex Metrica, Facebook, Agoda.

 

Yandex.Metrica
Don`t copy text!