German

Georg Cantor

เกออร์ค แคนเตอร์ (Georg Ferdinand Ludwig Philipp Cantor) ผู้คิด Set theory แคนเตอร์ เกิดวันที่ 3 มีนาคม 1845 (19 กุมภาพันธ์ O.S.) ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก, จักรวรรดิรัสเซีย พ่อของเขาชื่อเกออร์ค วัลเดอร์มาร์ แคนเตอร์ (Georg Waldermar Cantor,1814-1863) มีอาชีพเป็นพ่อค้าที่มีฐานะร่ำรวยอยู่ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และต่อมาได้เป็นโบรกเกอร์ในตลาดหลักทรัพย์ของเมือง  ส่วนแม่ชื่อว่ามาเรีย แอนนา โบห์ม (Maria Anna Böhm, 1819-1896)  เธอเป็นหลานของโจเซฟ โบห์ม (Joseph Böhm) นักไวโอลีนที่มีชื่อของรัสเซีย  แคนเตอร์เป็นลูกชายคนโตในพี่น้องทั้งหมดหกคน แคนเตอร์ถูกเลี้ยงมาสแบบโปรแตสแตนต์ เหมือนกับพ่อ แม้ว่าแม่ของเขาจะเป็นโรมันแคโธริก วัยเด็กของเขาเรียนหนังสืออยูกับบ้าน และได้รับการถ่ายถอดการเล่นไวโอลีนจากพ่อและแม่ จนแคนเตอร์เป็นนักไวโอลีนที่มีฝีมือสูงคนหนึ่ง  1853 เข้าโรงเรียนประถมเซนต์ปีเตอร์ (Saint Peter’s School)  1856 เมื่อแคนเตอร์อายุ 11 ปี ครอบครัวย้ายมาอยู่ในเยอรมัน เพราะผู้เป็นพ่อมีอาการป่วยและต้องหาสภาพแวดล้อมที่มีอากาศอบอุ่นกว่า โดยไปอาศัยอยู่ที่เมืองไวสบาเดน (Wiesbaden) ก่อนที่ต่อมาจะย้ายไปอยู่ในแฟรงเฟิร์ต  และแคนเตอร์ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมประจำในดาร์มสแตดต์ (Darmstadt) 1860 เขาจบมัธยมโดยมีผลการเรียนดีเยี่ยมโดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์  โดยเฉพาะตรีโกณมิติ  หลังจบมัธยม แคนเตอร์เข้าเรียนต่อที่วิทยาลัยฮอเฮอร์ (Höhere Gewerbeschule Darmstadt, ปัจจุบันเป็น Technische Universität Darmstadt) ทางด้านวิศกรรมศาสตร์ตามความต้องการของบิดา 1862 หลังจากโน้มน้าวให้พ่ออนุญาตให้เขาเรียนทางด้านคณิตศาสตร์ได้แล้ว แคนเตอร์ได้ย้ายมาเรียนที่วิทยาลัยโพลีเทคนิคในซูริค (Polytechnic…

0
Read More

Max Horkheimer

แม็กซ์ ฮอร์กไคเมอร์ (Max Horkheimer) Critical Theory, ผู้ร่วมก่อตั้ง Frankfurt School แม็กซ์ เกิดวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 1895 ในสตุ๊ตการ์ท, เวิร์ตเต็มเบิร์ก, เยอรมัน (Stuttgart, Württemberg, Germany) พ่อชื่อว่าโมริตซ์ (Moritz Horkheimer) และแม่ชื่อบาเบ็ตต้า (Babetta Lauchheimer) ครอบครัวของพวกเขาเป็นยิวที่มีฐานะร่ำรวยจากการทำโรงงานทอผ้า 1910 ตอนอายุ 15 ปี แม็กซ์ออกจากโรงเรียนเพื่อมาช่วยธุรกิจของที่บ้าน 1917 ช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 1 เขาถูกเกณฑ์เป็นทหารในกองทัพเยอรมัน 1919 เขาถูกปลดออกจากกองทัพเพราะปัญหาสุขภาพ หลังจากนั้นจึงได้สมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยมิวนิค (Munich University)  แต่ว่าระหว่างเรียนเขาก็ถูกทางการจับตัวขังคุกเพราะความเข้าใจผิดกับนักเขียนและนักปฏิวัติเอิร์น โทลเลอร์ (Ernst Tolller)  หลังจากถูกปล่อยตัวเขาก็ย้ายไปอยู่ในแฟรงเฟิร์ต (Frankfurt am Main) ซึ่งที่นี่เขาได้พบกับธีโอดอร์ อดอร์โน่ (Theodor Adorno) และได้เรียยนจิตวิทยาและปรัชญากับฮันส์ คอร์เนเลียส (Hans Cornelius) 1925 จบปริญญาเอก โดยเขียนวิทยานิพนธ์เรื่อง The Antinomy of Teleological Judgement (Zur Antinomie der teleologischen Urteilskraft)  หลังจากเรียนจบก็ทำงานเป็นผู้ช่วยของฮันส์อยู่สามปี  1926 แต่งงานกับโรส (Rose Christine Riekher, “Maidon”) ซึ่งเป็นเลขาส่วนตัวของพ่อของเขา และมีอายุมากกว่าแม็กซ์แปดปี…

0
Read More

Thomas J. Watson

โทมัส จอห์น วัตสัน (Thomas John Watson Sr.) วัตสัน เกิดวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 1874 ในแคมป์เบลล์, นิวยอร์ค (Campbell, NY)  พ่อของเขาชื่อโทมัส (Thomas Watson) และแม่ชื่อเจน (Jane Fulton White) เป็นครู วัตสันเป็นลูกคนสุดท้องในพี่น้องห้าคนและเขาเป็นลูกชายเพียงคนเดียว พี่สาวของเขาชื่อ Effie, Jennie , Emma และ Louella  บ้านของเขาทำธุรกิจค้าไม้ และมีฟาร์มของครอบครัวอยู่ในแคมป์เบลล์ตะวันออก ซึ่งวัตสันเติบโตขึ้นมาในฟาร์มของครอบครัว ช่วงปี 1870s เร่ิมเรียนที่โรงเรียนหมายเลข 5 (District School Number Five)  และต่อมาได้เข้าเรียนที่สถาบันแอ๊ดดิสัน (Addison Academy)  1891 ตอนอายุ 18 ออกจากโรงเรียน และเริ่มทำงานเป็นสมุหบัญชีในตลาดคลาเรนซ์ ริสลีย์ (Clarence Risley’s Market) ที่เพนต์โพสต์ (Painted Post, NY)  ต่อมาได้มาเป็นเซลขายเครื่องดนตรี (ส่วนใหญ่เป็นเปียโนและออร์แกน) ที่ร้านของวิลเลี่ยม บรอนสัน (William Bronson) และเป็นเซลขายจักรเย็บผ้ากับบริษัท Wheeler and Wilcox อยู่ช่วงหนึ่งสั้นๆ 1895 มาทำงานเป็นเซลล์แมนให้กับบริษัท NCR (National Cash Register Company) ซึ่งขายเครื่องบันทึกเงินสด 1908 ได้เลื่อนตำแหน่งจนการเป็นกรรมการของ…

0
Read More

Rumpelstiltskin

Rumpelstiltskin ชาวนาฐานะยากจนคนหนึ่ง ใฝ่ฝันที่จะมีเงินทองและอำนาจ เขาจึงได้เข้าไปยังพระราชวังและโกหกให้พระราชาฟังว่าลูกสาวของเขาสามารถที่จะทอฟางข้าวให้กลายเป็นทองคำได้  พระราชาได้ฟังดังนั้นก็สั่งให้ชาวนาพาลูกสาวของชาวนาไปขังไว้ในหอคอย พระราชาตรัสสั่งให้นางทอฟางข้าวให้เป็นทองคำให้เสร็จภายในคืนนี้ หากนางไม่สามารถทำได้ตามที่พ่อของนางพูดไว้ นางและพ่อจะถูกประหารชีวิต ในตอนกลางคืน ลูกสาวของชาวนาซึ่งอยู่ภายในหอคอยอย่างสิ้นหวัง ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี แต่แล้วอยู่ๆ ก็มีพรายรูปร่างเล็กปรากฏตัวขึ้น  พรายตัวเล็กช่วยทอฟางข้าวให้กลายเป็นทองคำจนเต็มหอคอย โดยของแลกเพียงสร้อยคอที่ลูกสาวชาวนาสวมอยู่เท่านั้น เมื่อถึงตอนเช้า พระราชาเห็นว่ามีทองคำอยู่เต็มหอคอย คืนถัดมาพระองค์จึงนำหญิงสาวไปขังไว้ในหอคอยที่ใหญ่ขึ้น และสั่งให้นางทอทองคำจากฟางข้าวขึ้นมาอีกให้เต็มหอคอยก่อนรุ่งเช้า ในคืนนี้พรายก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง เขาช่วยหญิงสาวปั่นฟางข้าวให้กลายเป็นทองคำจนเต็มหอคอย โดยแลกกับแหวนที่เธอสวมอยู่เท่านั้น พอรุ่งเช้า พระราชามาพบทองคำเต็มห้อง พระองค์ก็รับสั่งให้ย้ายหญิงสาวไปยังหอคอยที่ใหญ่ที่สุดที่เต็มไปด้วยฟางข้าว ทรงรับสั่งว่าถ้านางทำให้ฟางข้าวเป็นทองคำได้ก่อนรุ่งสางของพรุ่งนี้ พระราชาจะอภิเษกสมรถกับนาง แต่ว่าถ้านางทำไม่ได้ นางจะต้องถูกประหารพร้อมกับพ่อของนาง พอถึงเวลากลางคืน พรายปรากฏตัวขึ้น แต่ว่าคราวนี้หญิงสาวไม่มีสิ่งของใดๆ เหลืออยู่ติดตัวเพื่อแลกกับความช่วยเหลือจากพราย พรายจึงขอให้นางสัญญาว่าจะมอบสิ่งๆ หนึ่งอะไรก็ได้ให้กับมัน หลังจากที่มันช่วยทอทองคำขึ้นมา  หญิงสาวไม่มีทางเลือกจึงรับปาก เมื่อพรายช่วยสร้าทองคำจนเต็มหอคอย มันก็บอกสิ่งที่มันต้องการ นั่นคือ …มันจะขอลูกชายคนแรกที่เกิดจากหญิงสาวกับพระราชา…แล้วพรายก็หายตัว ไป เวลาผ่านไป พระราชาและหญิงสาวลูกชาวนาได้แต่งงานและในวันที่นางให้กำเนิดพระโอรส พรายก็ปรากฏตัวขึ้นมา เพื่อที่จะทวงคำสัญญา หญิงสาวอ้อนวอนขอความเห็นใจให้พรายยอมละเว้นลูกของเธอ จนกระทั่งพรายใจอ่อน … พรายยืนข้อเสนอว่าภายในเวลาสามวัน หากหญิงสาวสามารถบอกได้ว่ามันชื่ออะไร มันก็จะละเว้นไม่เอาเด็กไป … หญิงสาวพยายามเดาชื่อของพรายอยู่นับไม่ถ้วนแต่ว่าก็ไม่สามารถเดาได้ถูกต้อง จนในวันสุดท้าย หญิงสาวแอบเข้าไปในป่า จนกระทั้งไปพบกับกระท่อมของพราย ที่กำลังเต้นรำอยู่ด้วยความดีใจ ว่ามันจะต้องเป็นฝ่ายชนะในเกมเดิมพันกับนาง พรายเต้นรำไปพร้อมกับร้องเพลงที่มันแต่งขึ้น “คืนนี้, คืนนี้ แผนของข้าจะสำเร็จ , พรุ้งนี้ พรุ้งนี้ เด็กจะเป็นของข้า, ราชินีโง่ไม่มีทางชนะ, เพราะข้าคือ Rumpelstiltskin” เมื่อหญิงสาวได้ยินชื่อของพราย ก็รีบกลับไปยังพระราชวังและรอให้พรายมาพบ ซึ่งเมื่อพรายมาพบ นางก็สามารถบอกชื่อของพรายได้ถูกต้อง ทำให้พรายโกรธและก็ได้วิ่งหายไปไม่กลับมาปรากฏตัวอีกเลย

0
Read More

Ludwig Boltzmann

ลุดวิก โบลต์ซมันน์ (Ludwig Eduard Boltzmann)  โบลต์ซมันน์ เกิดวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 1844 ในเวียนนา, จักรวรรดิออสเตรีย (Vienna, Austrian Empire)  พ่อของเขาชื่อลุดวิก จอร์แดน (Ludwig Georg Boltzmann) เป็นเจ้าหน้าที่ภาษี ส่วนแม่ชื่อแคเธอริน่า (Maria Katharine Pauernfeind) ปู่ของเขาก๊อตตไฟรด์ (Gottfried Ludwig Boltzmann) เป็นช่างนาฬิกาที่ย้ายจากเบอร์ลินมาอยู่ในเวียนนา วัยเด็กโบลต์ซมันน์เรียนหนังสืออยู่กับบ้าน ก่อนที่จะเข้าเรียนระดับมัธยมปลายที่โรงเรียนในลินซ์ (Linz, Upper Austria)  1859 พ่อของเขาเสียชีวิต ตอนที่เขาอายุ 15 ปี  1863 เข้าเรียนฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเวียนนา (University of Vienna)  1866 จบปริญญาเอก โดยมี ศจ.โจเซฟ สเตฟาน (Josef Stefan) เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา โบลต์ซมันน์ทำวิทยานิพน์เกี่ยวกับพลังงานสถิตย์ของก๊าซ (Kinetic theory of gases) 1867 เริ่มทำงานเป็นอาจารย์เลคเชอร์ และเป็นผู้ช่วยของ ศจ.โจเซฟ สเตฟาน 1869 ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์ฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยกราซ (University of Graz) ช่วงปีนี้เขายังใช้เวลาหลายเดือนในการทำงานร่วมกับโรเบิร์ต บันเซ่น (Robert Bunsen) และโคนิกสเบอเกอร์ (Königsberger)  ในไฮเดลเบิร์ก (Heidelberg)  1871 ใช้เวลาหลายเดือนทำงานใกล้ชิดกับเคริชฮอฟฟ (Gustav Kirchhoff)…

0
Read More

Emmy Noether

เอมาไล เอ็มมี่ โนเทอร์ (Amalie Emmy Noether) Abstract algebra, Noether’s Theorem เอ็มมี่ เกิดวันที่ 23 มีนาคม 1882 ในเออร์แลนเจ้น, บาวาเรีย (Erlangen, Bavaria, German Empire)  ครอบครัวของเธอมีเชื้อสายยิว  พ่อชื่อแม็กซ์ (Max Noether) ครอบครัวของเขามีธุรกิจค้าส่งสินค้า แต่ว่าแม็กซ์เองป่วยด้วยโรคโปลิโอตั้งแต่เล็ก เมื่อโตขึ้นเขาเป็นศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์ในมหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก (University of Heidelberg) มีผลงานสำคัญคือทฤษฏี Brill-Noether Theory ร่วมกับอเล็กซานเดอร์ บริลล์ (Alexander von Brill) แม่ของเอ็มมี่ชื่ออมาเลีย (Amalia Kaufmann)  เอ็มมี่เป็นลูกคนโตของครอบครัวในพี่น้องทั้งหมดสี่คน โดยน้องชื่ออัลเฟรด (Alfred, b.1883) ฟริตซ์ Fritz Noether, b.1884) และกุสตลาฟ (Gustav Robert, b.1880) เอ็มมี่จบการศึกษาจาก Höhere Töchter Schule  1900 ได้รับใบอนุญาตให้เป็นครูสอนวิชาภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสในโรงเรียนสตรีได้ แต่ว่าเอ็มมี่ตัดสินใจสมัครเข้าเรียนคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเออร์แลนเจ้น (University of Erlangen) โดยที่เธอเป็นเพียงหนึ่งในสองคนของนักเรียนที่เป็นผู้หญิงของมหาวิทยาลัยในขณะนั้น และไม่ได้รับสถานะนักเรียนเต็มตัว การเข้าฟังเลคเซอร์แต่ละครั้งเธอจะต้องได้รับอนุญาตจากอาจารย์ที่สอนว่าจะให้นั่งฟังเลคเชอร์ได้หรือไม่ 1903 เอ็มมี่ใช้เวลาช่วงซัมเมอร์ไปฟังเลคเชอร์ที่มหาวิทยาลัยก๊อตตินเจ้น (University of Göttingen) โดยมีเดวิด ฮิลเบิร์ต (David Hilbert) เฟลิกซ์ เคลียน (Felix Klein) เฮอร์แมนน์…

0
Read More

Josef Mengele

โจเซฟ เมงเกล (Josef Mengele) Angle of Death โจเซฟ เกิดวันที่ 16 มีนาคม 1911 ในกุนซเบิร์ก, บาวาเรีย (Günzburg, Bavaria, German Empire) เขาเป็นลูกคนโตในพี่น้องทั้งหมดสามคน น้องสองคนชื่ออลัวส์ (Alois) และคาร์ล (Karl) พ่อของเขาชื่อคาร์ล (Karl Mengele) และแม่ชื่อวัลเบอร์ก้า (Walburga Hupfauer)   คาร์ลเปิดบริษัท Karl Mengele & Sons ซึ่งทำธุรกิจผลิตเครื่องจักรสำหรับการเกษตร  1932 เข้าร่วมกับกลุ่ม Stahlhelm (Steel Helmet) กลุ่มชาตินิยมติดอาวุธซึ่งเกิดขึ้นในเยอรมันช่วงหลังสงครามโลกครั้งแรก ภายหลังได้ถูกร่วมเข้าเป็ฯส่นหนึ่งของพรรคนาซี แต่ว่าโจเซฟอยู่กับ Stahlhelm ได้ปีหนึ่งก็ลาออกเนื่องจากปัญหาสุขภาพ 1933 เข้าเรียนแพทย์และมนุษยวิทยาที่มหาวิทยาลัยมิวนิค (University of Munich) 1935 จบปริญญาเอกด้านมนุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยมิวนิค  1937 Institute for Hereditary Biology and Racial Hygiene  หลังจากนั้นได้งานเป็นผู้ช่วยของ ดร.อ๊อตมาร์ เฟอส์ชูร์ (Otmar Freiherr von Verschuer) ซึ่งขณะนั้นกำลังศึกษาเกี่ยวกับเรื่องยีน โดยเฉพาะยีนของฝาแฝด เข้าร่วมกับพรรคนาซี 1938 ได้รับปริญญาเอกแพทย์ศาสตร์ เข้าทำงานกับหน่วย SS (Schutzstaffel)  เขาได้รับการฝึกเบื้องต้นกับหน่วย Gebirgsjäger (ทหารราบพื้นที่ภูเขา)  1939…

0
Read More

Walter Ehrenstein

วอลเตอร์ อีเรนสไตน์ (Walter Ehrenstein)  นักจิตวิทยา, Ehrenstein’s brightness illusion วอลเตอร์ เกิดวันที่ 10 ตุลาคม 1899 ในไฮเดลเบิร์ก (Heidelberg) เยอรมัน 1917 สำเร็จการศึกษาจากวูห์เลอร์ชู๊ล จิมเนเซียม (Wöhlerschule gymnasium) ในแฟรงค์เฟิร์ต หลังจากนั้นได้ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารอยู่หนึ่งปี ในช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 1 1919 เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยแฟรงค์เฟิร์ต (University of Frankfurt) ทางด้านวิทยาศาสตร์, ปรัชญาและจิตวิทยา 1921 ได้รับปริญญาเอก หลังจากนั้นด้ทำงานเป็นนักเขียนให้กับหนังสือแม็กกาซีน Der Türmer  1922 ได้งานสอนหนังสือที่คณะจิตวิทยา ม.แฟรงค์เฟิร์ต 1927 มาทำงานที่สถาบันจิตวิทยาและครุศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยเกียสเซ่น (University of Giessen)  1930 ย้ายมาทำงานที่มหาวิทยาลัยกดาเนียส (Technical University of Gdańsk)  1931 เข้าเป็นสมาชิกของพรรคนาซี (NSDAP) 1933 วอลเตอร์ร่วมลงชื่อในจดหมาย Confession of German professors to Adolf Hitler 1934 ได้รับตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่ ม.กดาเนียล 1941 วอลเตอร์เขียนการค้นพบ Ehrenstein illusion  1945 ออกจาก ม.กดาเนียล หลังสงครามโลก สิ้นสุดลง 1948 มาทำงานเป็นครูอยู่ที่วิทยาลัยในเมืองมุนสเตอร์ (Münster)…

0
Read More

Friedrich Engels

ฟรีดริช แองเกิ้ลส์ (Friedrich Engels) ผู้เขียน Communist Manifesto ร่วมกับคาร์ล มาร์กซ์ แองเกิ้ลส์ เกิดเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 1820 ในบาร์เมน, ราชอาณาจักรปรัสเซีย (Barmen, Prussia) ส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐเยอรมันขณะนั้น แองเกิ้ลส์เกิดในครอบครัวที่ร่ำรวย เขาเป็นพี่ชายคนโต และมีพี่น้องอีกแปดคน พ่อของเขาชื่อ แองเกิ้ลส์ (Friedrich Engels, 1797-1860) เป็นเจ้าของโรงงานทอผ้า ส่วนแม่ชื่ออลิซาเบธ (Elisabeth “Elise” Franziska Mauritian von Haar , 1801-1878) ครอบครัวของพวกเขานับถือนิกายโปเตสแตนส์  แองเกิ้ลส์เร่ิมเรียนหนังสือที่โรงเรียนในเมืองบาร์เมน 1834 พ่อส่งเขาไปเรียนที่มัธยมในเมืองเอเบอร์เฟล์ด (Elberfeld) 1837 ลาออกจากโรงเรียนกลางคันตามคำขอของพ่อ และถูกส่งตัวไปทำงานในสำนักงานการค้าของครอบครัวที่บาร์เมน 1838 ย้ายไปทำงานเป็นเสมียนอยู่ที่บริษัทการค้าของครอบครัวบรีเมน (Bremen) โดยระหว่างนี้ไม่ได้รับเงินเดือน โดยหวังว่าแองเกิ้ลส์จะเรียนรู้การทำงานเพื่อกลับมาเป็นนักธุรกิจเหมือนตน กันยายน, แองเกิ้ลส์ ตีพิมพ์ผลงานเขียนบทกวีของตัวเอง ชื่อ “The Bedouin” ลงในวารสาร Bremisches Conversationsblatt No.40 ช่วงเวลานี้เขายังเริ่มเขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์โดยโจมตีสภาพสังคม โดยใช้นามปากกาว่า “Friedrich Oswald”  1841 เข้าเป็นทหารในกองทัพของปรัสเซีย และได้ถูกส่งมาประจำอยู่ในเบอร์ลิน ซึ่งระหว่างอยู่ในเบอร์ลินแองเกิ้ลส์ได้เข้าไปฟังเลคเชอร์ที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน (University of Berlin) และได้สมาคมกับผู้ศึกษาแนวคิดของเฮเกล 1842 เมื่อปลดประจำการณ์ เขาได้กลับมายังบาร์เมน และได้มีโอกาสพบกับเมเซส เฮสส์ (Moses Hess) ซึ่งมีอิทธิพลทำให้เขาเปลี่ยนมาเป็นคอมมิวนิสต์…

0
Read More

Clever Hans

คลีเวอร์ฮานส์ (Kluge Hans, Clever Hans)  เป็นม้าสายพันธ์ผสมออร์ลอฟ (Orlov Trotter) มีชีวิตอยู่ในเยอรมัน  ช่วงก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 1 เจ้าของคลีเวอร์ฮานส์ เป็นนักคณิตศาสตชื่อ วิลเลี่ยม ฟอน ออสเนน (William von Osten) เขาเปิดโรงเรียนสอนเลขคณิต ก็เลยทดลองฝึกคลีเวอร์ฮานส์ให้แก้โจทย์คณิตศาตร์ด้วย โดยได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือ The Origin of  Species ของชาร์ล ดาร์วิน (Charles Darwin)  ปรากฏว่าหลังจากฝึกไปสักระยะหนึ่ง คลีเวอร์ฮานส์ สามารถตอบโจทย์คณิตศาสตร์ บวก, ลบ, คูณ, หาร ง่ายๆ ได้ โดยในการตั้งคำถามให้กับคลีเวอร์ฮานส์ นั้น สามารถจะใช้ คำถามที่เป็นคำพูด หรือว่าเขียนเป็นตัวหนังสือก็ได้ ซึ่งสร้างความประหลาดใจมาก เพราะม้าไม่เพียงแต่แก้โจทย์เลขคณิตได้ แต่ยัง “อ่าน” ได้ด้วย  แม้ว่าคลีเวอร์ฮานส์จะไม่ได้แก้โจทย์เลขได้ถูกทุกทั้งหมด แต่ออสเนนก็โน๊ตเอาไว้ว่าคลีเวอร์ฮานส์ตอบได้ถูกต้องในเปอร์เซ็นต์ที่สูงมาก  ไม่นานออสเนน ก็ได้นำคลีเวอร์ฮานส์ออกแสดงให้สาธารณะชนได้เห็นความสามารถของม้าพิเศษตัวนี้  และไม่นานชื่อเสียงของคลีเวอร์ฮานส์ก็กระจายไปทั่วโลก โดยหนังสือพิมพ์ New York Time  นำเรื่องของม้าอัจฉริยะที่แก้โจทย์เลขได้ไปลง เมื่อคลีเวอร์ฮานส์โด่งดังและมีสื่ออเมริกันเอาไปลง ก็สร้างความสงสัยให้กระทรวงศึกษาธิการของจักรวรรดิเยอรมัน จนกระทั้งมีการตั้งคณะกรรมาธิการชุดพิเศษ “Hans Commission” ขึ้นมา เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความฉลาดของม้า ว่าเป็นเรื่องจริงหรือกล คณะกรรมาธิการพิเศษที่มาตรวจสอบคลีเวอร์ฮานส์ประกอบไปด้วย ศาสตราจารย์คาร์ล (Carl Stumpf ) ศาสตราจารย์ด้านปรัชญา ซึ่งเป็นสมาชิกของสถาบันวิทยาศาสตร์ปรัสเซีย (Prussian Academy of Sciences) และยังมีผู้เชี่ยวชาญอีกหลายสามารถ…

0
Read More
Yandex.Metrica
Don`t copy text!