General

Leo Strauss

ลีโอ สเตราส์ (Leo Strauss) นักปรัชญาเยอรมัน-อเมริกัน เป็นศาสตราจารย์ด้านปรัชญาการเมือง ที่มหาวิทยาลัยชิคาโก้ระหว่าง 1949-1969 ถือเป็นผู้ริเริ่มแนวคิด  The Straussians , บางคนบอกว่าเขาเป็น Father of Neo-Conservative สเตราส์ เกิดวันที่ 20 กันยายน 1899 ในเมืองชนบทเล็กๆ ชื่อ เคิร์ชเชน, เฮซเซ่-นัซซอ (Kirchchain, Nesse-Nassau, Kingdom of Prussia) ในปรัสเซีย ขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิเยอรมัน (German Empire) ครอบครัวของเขาเป็นยิว พ่อของเขาชื่อฮิวโก้ (Hugo Strauss) ส่วนแม่ชื่อเจนนี่ (Jennie David) บ้านของพวกเขาทำธุรกิจขายเครื่องจักรทางการเกษตร 1912 เขาเรียนที่ฟิลิปปินัม จิมเนเซียม (Gymnasium Philippinum) ใกล้กับมาร์เบิร์ก (Marburg)  1916 ช่วงที่ใกล้จะเรียนจบมัธยมปลาย เขาฝักใฝ่แนวคิดชาตินิยมยิว (Zionism) และได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่ม Jewish Wanderbund Blau-Weiß ซึ่งเป็นสมาคมนักศึกษาเชื้อสายยิวระดับมัธยมและมหาวิทยาลัย 1917 จบมัธยม 5 กรกฏาคม, เข้าทำงานกับกองทัพเยอรมันในช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 1 โดยสเตราส์ได้หน้าที่เป็นล่ามอยู่ในเบลเยี่ยม  1918 ธันวาคม, ปลดประจำการณ์ และเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยมาร์บูร์ก (University of Marburg) ซึ่งที่นี่เขาได้เรียนกับเฮอร์มันน์ โคเฮน (Hermann Cohen) หนักปรัชญาแบบนีโอ-คานเทียน (neo-Kantian philosophy) …

0
Read More

E. Donnall Thomas

เอ็ดเวิร์ด โธมัส (Edward Donnall Thomas)  โนเบลทางการแพทย์ 1990, Father of bone marrow transplantation โธมัส เกิดวันที่ 15 มีนาคม 1920 ในมาร์ท, เท็กซัส (Mart, Texas, US) พ่อของเขาเป็นแพทย์ชื่อเอ็ดเวิร์ด (Edward E. Thomas) ส่วนแม่ชื่อแอนจี (Angie Hill Donnall) มีอาชีพเป็นครู  1937 เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเท็กซัส ณ.ออสติน (University of Texas, Austin) ทางด้านวิศวกรรมเคมี 1941 จบปริญญาตรี และเข้าเรียนต่อโท ซึ่งระหว่างที่เรียนโทเขาก็ทำงานไปด้วยหลายอย่าง ซึ่งทำให้เขาได้พบกับโดโรธี มาร์ติน (Dorothy Martin, “Dottie”) ซึ่งขณะนั้นเป็นนักศึกษาด้านสื่อสารมวลชน  1942 แต่งงานกับโดโรธี 1943 จบปริญญาโท และเข้าเรียนต่อคณะแพทย์ที่ฮาร์วาร์ด (Harvard Medical School) 1946 จบปริญญาเอกแพทย์ศาสตร์ และ เข้าทำงานที่โรงพยาบาลปีเตอร์ เบนต์ บริกแฮม (Peter Bent Brigham Hospital) ในบอสตัน ซึ่งที่โรงพยาบาลนี้เขาได้รับผิดชอบในการดูแลผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับการเปลี่ยนไต   แต่ไม่นานเขาก็ได้ได้ฝึกงานเป็นแพทย์ด้านโรคเลือด (hematology) ในกองทัพสหรัฐฯ อยู่สองปี ภายใต้การดูแลของ ดร.คลีเมนท์ ฟินช์ (Dr. Clemnet Finch)…

0
Read More

Gene Sharp

The fall of one regime does not bring in a utopia. Rather, it opens the way for hard work and long efforts to build more just social, economic,and political relationships and the eradication of other forms of injustices and oppression. การล่มสลายของระบบหนึ่งจะไม่นำมาสู่สังคมอุดมคติ แต่, มันเปิดหนทางสำหรับการทุ่มเททำงานหนักและเสียสละในระยะเวลาอันยาวนานเพื่อสร้างสรรค์สังคมที่มีความยุติธรรม, เศรษฐกิจและสัมพันธภาพทางการเมืองซึ่งจะเป็นการกำจัดรูปแบบอื่นๆ ของความอยุติธรรมและการกดขี่ ― Gene Sharp, From Dictatorship to Democracy

0
Read More

Rudolf Roessler

รูดอล์ฟ โรสสเลอร์ ผู้ก่อตั้ง Lucy spy ring  รูดอล์ฟ เกิดวันที่ 22 พฤศจิกายน 1897 คัฟเบอเรน, บาวาเรีย (Kaufbeuren, Bavaria) พ่อของเขาเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้  1914 เมื่อเกิดสงครามโลก ครั้งที่ 1 รูดอล์ฟถูกเกณฑ์เข้าเป็นทหารในกองทัพเยอรมัน  หลังจากปลดประจำการณ์จากกองทัพเขาได้เข้าเรียนทางด้านศาสนวิทยาในอ๊อกสเบิร์ก (Augsburg) —- เมื่อเรียนหนังสือจบ ได้เข้าทำงานกับหนังสือพิมพ์อ๊อกสเบิร์กโพสต์ (Augsburg Post Zeitung) ซึ่งต่อต้านนาซีเยอรมัน  1933 ย้ายมาอยู่ในลูเซิร์น (Lucerne) สวิสเซอร์แลนด์ พร้อมกับภรรยาของเขาที่ชื่อ โอลก้า (Olga)  และได้เปิดกิจการสำนักพิมพ์เล็กๆ ขึ้นมา  ชื่อว่า Vita Novi ซึ่งสำนักพิมพ์ประสบความสำเร็จพอสมควรทำให้เขามีเงินทุนในการเดินทางไปเยอรมัน และยังคงติดต่อกับนายทหารและนักการเมืองเยอรมันอยู่ ทำให้เขามีแหล่งข่าวที่ให้ข้อมูลเชื่อถือได้  โดยเมื่อเขาได้รับข้อมูลมา ก็จะส่งกลับไปสวิสฯ ผ่านเครื่อข่ายของเขา ก่อนที่จะส่งให้กับประเทศที่สาม ซึ่งหนึ่งในผู้ทำงานให้กับโรสสเลอร์ คือ ซาเวียร์ ชไนเปอร์ (Xavier Schneiper)  ซึ่งเธอเป็นคอมมิวนิสต์และเป็นสมาชิกของเครื่อข่ายใต้ดินที่ชื่อ Bureau Ha  1941 ช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 รูดอล์ฟ ร่วมกับรูดอล์ฟ เกิร์สดอฟ (Rudolf von Gersdof) และฟริตซ์ ไทเล่ (Fritz Thiele) ทำสถานีวิทยุขึ้นมาโดยใช้ชื่อ Lucy  ซึ่งย่อมาจาก Lucerne  ซึ่งการทำสถานีวิทยุและผ่านการเป็นทหารมาก่อน ทำให้เขาสามารถเข้าถึงข้อมูลได้จากแหล่งข่าวระดับสูง และยังสามารถดักจับสัญญาณจาก Oberkommando…

0
Read More

Wilbur Owings Hogue

วิลเบอร์ โอวิง “ด๊อค” ฮ๊อก (Wilbur Owings “Dock” Hogue) สายลับ OSS อ๊อก เกิดวันที่ 23 กันยายน 1909 ในเอด้าเคาน์ทรี, รัฐไอดาโฮ (Ada Country, Idaho, USA)  เขาจบการศึกษาด้านวิศวกรรมโยธา 1939 2  สิงหาคม, อัลเบิร์ต ไอสไตน์ (Albert Einstein) ลงชื่อในจดหมายที่เขียนถึงประธานาธิบดี รูสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt) โดยเนื้อหาในจดหมายเตือนถึงความเป็นไปได้ที่นาซีเยอรมันค้นคว้าอาวุธชนิดใหม่อย่างระเบิดปรมาณู ไอสไตน์ยังได้แนะนำว่าแหล่งแร่ยูเรเนียมที่ดีที่สุดในโลกอยู่ในเบลเยี่ยมคองโก (Belgian Congo , *คองโกขณะนั้นเป็นเมืองขึ้นของเบลเยี่ยม)  ที่เหมืองชินโกล็อบเว่ (Shinkolobwe mine) ซึ่งแร่ยูเรเนียมในสหรัฐฯ นันมีความเข้มข้นของยูเรเนียมอีอกไซด์ (Uranium Oxide) อยู่ที่ 0.03% ในขณะที่แร่จะคองโกนั้นมีความเข้มข้นของยูเรเนียมอ๊อกไซด์ถึง 75% พฤศจิกายน, รูสเวลต์ได้ตั้งคณะกรรมาธิการที่ปรึกษาเกี่ยวกับยูเรเนียม (Advisory Committee on Uranium) 1942 สหรัฐเริ่มโครงการแมนฮัตตัน (the Manhattan Project) โดยที่นายพลโกลฟ์ (General Leslie Groves) ดำรงตำแหน่งหัวหน้าโครงการแมนฮัตตัน  นายพลโกลฟ์ได้สั่งให้หน่วย OSS (Office of strategic Office *องค์กรก่อนที่จะกลายมาเป็น CIA) ทำหน้าที่ในการเอาแร่ยูเรเนียมจากเหมืองชินโกล๊อบเว่ ในเบลเยี่ยมคองโก กลับมาสหรัฐฯ​ และป้องกันนาซีเยอรมันไม่ให้เข้าถึงแหล่งแร่ยูเรเนียม  1943…

0
Read More

Karl Popper

คาร์ล ป๊อปเปอร์ (Sir Karl Raimund Popper)  ผู้เขียน The Open Society and It’s Enemies  ป๊อปเปอร์ เกิดวันที่ 28 กรกฏาคม 1902 ในเวียนนา, ออสเตรีย-ฮังการี  บรรพบุรุษของเขาเป็นยิว แต่ว่าตั้งแต่รุ่นปู่ของป๊อปเปอร์ได้เปลี่ยนมานับถือนิกายรูเธอรัน (Lutheranism)  พ่อของเขาชื่อว่าไซม่อน (Simon Siegmund Carl Popper) เป็นทนายความ ส่วนแม่ชื่อว่าเจนนี่ (Jenny Schiff) ครอบครัวของพวกเขาจัดเป็นผู้ที่มีฐานะดี  ป๊อปเปอร์เข้าเรียนหนังสือที่เรียลจิมเนเซียม (Realgymnasium)  จนกระทั้งอายุ 16 ปี  1918 เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเวียนนา (Vienna University)  1919 เขามีความสนใจแนวคิดแบบมาร์กซิสต์ ทำให้เขาเข้าเป็ฯสมาชิกของพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยออสเตรีย (Social Democratic Workers’Party of Austria, SPO)  15 มิถุนายน, มีการเดินขบวนประท้วงบนถนนฮอร์ลกาซซ์ (Horlgasse street) ซึ่งปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ตำนวจได้ใช้กำลังสลายการชุมนุม และทำให้สมาชิกพรรค SPO ซึ่งเป็นสหายของป๊อปเปอร์เสียชีวิตไป 8 คน หลังเหตุการณ์รุนแรงผ่านพ้นไป ป๊อปเปอร์เริ่มมองแนวคิดมาร์กซิส ในมุมมองใหม่ เขาเริ่มเห็นความเป็นวิทยาศาสตร์เทียมของประวัติศาสตร์วัตถุนิยม (Marxism pseudoscience)  เขาจึงทิ้งแนวคิดแบบมาร์กซ์ โดยหันไปสนใจทางด้านจิตวิเคราห์ของฟรอยด์ (Freud) และแอ๊ดเลอร์ (Adler)  1925 เข้าเรียนที่วิทยาลัยครู (Pädagogisches Institut) ทางด้านปรัชญาและจิตวิทยา 1928 จบปริญญาเอกด้านจิตวิทยา…

0
Read More

Popol Vuh

โปโปล วูห์ (Popol Vuh) ถูกเปรียบเสมือนเป็นคัมภีร์ไบเบิ้ลของชาวมายา (Maya) เพราะเล่าเรื่องราวการถือกำเนิดของชาวมายา  โปโปล วูห์ ถูกเขียนด้วยภาษาคิเช (K’iche’) ซึ่งเป็นภาษาของชนเผ่าเคอิช ชาวเผ่ามายาซึ่งอาศัยอยู่บริเวณที่ราบสูงในกัวเตมาลา (Guatemala) ปัจจุบัน คำว่าโปโปล วูห์ ถูกแปลว่า Book of the Community, Book of People, Book of the Council  เขียนขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 16 (ปี 1554-1558) ช่วงสเปนเข้าไปล่าอาณานิคม โปโปล วูห์ จึงถูกเขียนขึ้นมาด้วยตัวอักษรลาติน ชาวมายาไม่ได้มองหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือศักดิ์สิทธ์ แต่ว่ามันเป็นเอกสารสำคัญที่เป็นเอกสารของอดีตกาล  ในปี 1701 บาทหลวงโดมินิกัน (Dominican Order) ฟรานซิสโก้ ซีมาเนซ (Francisco Ximénez)  ได้เดินทางมายังเมืองซานโต โตมัส ชิชิคาสเตนันโก้ (Santo Tomás Chichicastenango) ในกัวเตมาลา และได้แปลโปโปล วูห์ไว้เป็นภาษาสเปน  และผลงานแปลของบาทหลวงซีมาเนซอยู่ในความครอบครองของนิกายโดมินิกัน 1829 นายพลฟรานซิโก้ โมราซาน (Francisco Morazan) ได้ขับไล่นักบวชออกจากพื้นที่ ทำให้ผลงานของบาทหลวงซีมาเนซ ถูกเปลี่ยนมือหลายครั้งจนกระทั้งไปอยู่ในการดูแลของมหาวิทยาลัยซาน คาร์ลอส (Universidad de San Carlos)  1854 โมริตซ์ แว็กเนอร์ (Moritz Wagner) และคาร์ล เฌอร์เซอร์ (Carl Scherzer)…

0
Read More

Tấm Cám

ตั๋ม กับ กั๋ม (Tấm Cám) นิทานพื้นบ้านเวียดนาม ตั๋มกับกั๋มเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน  โดยตั๋ม (ข้าว) เป็นพี่สาว ส่วนกั๋ม (รำข้าว) เป็นน้องสาว  ตั๋มนั้นกำพร้าแม่ตั้งแต่ยังเล็ก พ่อของเธอจึงได้แต่งงานใหม่กับแม่ของกั๋ม แต่ว่าต่อมาพ่อของเธอก็เสียชีวิต ทำให้ตั๋มต้องอาศัยอยู่กับแม่เลี้ยง  แม่ของตั๋มนั้นเป็นคนที่ดุ ใจร้าย และมักใช้งานตั๋มให้ทำงานบ้านทุกอย่าง ในขณะที่กั๋มลูกสาวแท้ๆ ของเธอเองไม่ต้องทำอะไรเลย  อยู่มาวันหนึ่ง แม่เลี้ยงได้ใช้ให้ตั๋ม และลูกสาวของเธอ ออกไปจับกุ้งในนา โดยที่สัญญาว่าจะให้เสื้อแดงชุดใหม่เป็นการตอบแทน สำหรับใครก็ตามที่จับกุ้งมาได้มากที่สุด  ซึ่งเมื่อถึงเวลาจับกุ้ง ตั๋มก็ใช้เวลาไม่นานในการที่จะจับกุ้งในเต็มตะกร้า แต่ว่ากั๋มเอาแต่เล่นอยู่ในน้ำ  ซึ่งเมื่อถึงเวลาเย็นและพวกเธอต้องกลับบ้าน กั๋มได้วางแผนที่จะแย่งเอากุ้งในตะกร้าของตั๋มมา โดยออกอุบายบอกให้ตั๋มเดินไปล้างผมและตัวในแม่น้ำให้สะอาดเสียก่อนที่จะกลับบ้าน มิเช่นนั้นแม่ของเธอจะโกรธเอา ตั๋มก็เห้นตามนั้น จึงได้ลงไปในแม่น้ำเพื่อล้างตัว ซึ่งกั๋มได้อาศัยจังหวะนี้เอากุ้งจากตะกร้าของตั๋มมาเป็นของเธอเอง แล้วรีบกลับบ้านไป  เมื่อตั๋มขึ้นมาจากน้ำแล้วเห็นว่ากุ้งของเธอหายไปหมดตะกร้า เธอก็เสียใจจนร้องไห้ แต่แล้วก็มีชายชราคนหนึ่ง (But) เดินมาหาเธอ และได้ถามเธอว่าเธอร้องไห้เสียใจเรื่องอะไร ตั๋มจึงเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ฟัง ชายชราคนนั้นบอกให้ตั๋มหยุดร้องไห้ และบอกให้ตรวจดูในตะกร้าของเธอว่ามีสิ่งใดเหลืออยู่บ้าง ซึ่งตั๋มพบว่าภายในตะกร้านั้นมีปลาตัวเล็กๆ ยังคงติดอยู่ในตะกร้า   ชายชราบอกให้ตั๋มนำปลาตัวนั้นกลับไปเลี้ยงในบ่อที่บ้านของเธอ แล้วเลี้ยงมันด้วยข้าว พร้อมกับให้ท่องคาถา Bống bống bang bang Lên ăn cơm vàng cơm bạc nhà ta Chớ ăn cơm hẩm cháo hoa nhà người O goby, o goby Go up…

0
Read More

Michael Graziano

ไมเคิ้ล กราเซียโน่ (Michael Steven Anthony Graziano) Attention Schema Theory กราเซียโน่ เกิดในปี 1967 ในบริดจ์พอร์ต, คอนเนคติคัต (Bridgeport, Connecticut)  1989 จบปริญญาตรีศิลปะศาสตร์ สาขาจิตวิทยาจากพริ้นตั้น (Princeton University)  หลังจากนั้นได้เข้าเรียนต่อที่ MIT ทางด้านสมองและค๊อกนิทีฟ (Brain and Cognitive Science)  1991 จบปริญญาโท และกลับมาต่อปริญญาเอกที่พริ้นตั้น 1996 จบปริญญาเอกสาขาวิทยาศาสตร์นิวรอนและจิตวิทยา 2007 ได้ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประจำคณะจิตวิทยา 2013 เขียน Consciousness and the Social Brain ซึ่งเขาได้เสนอทฤษฏี Attention Schema Theory (AST)   2017 ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ สาขาจิตวิทยาและวิทยาศาสตร์นิวรอน 2018 เขียน The Spaces Between Us : A Story of Neuroscience, Evolution and Human Nature 2019 เขียน Rethinking Consciousness : A Scientific Theory of Subjective Experience

0
Read More

Acambaro figures

หุ่นดินเผาอแคมเบโร่ (Acambaro figures) ตุ๊กตาดินเผาอแคมเบโร่ ถูกค้นพบในเดือน กรกฏาคม 1944 ในเมืองอแคมปาโร,​ เม็กซิโก (Acambaro, Guanajuato,  Mexico) ซึ่งดินเผาเหล่านี้มีลักษณะคล้ายกับไดโนเสาร์หลากหลายพันธ์ ทำให้เกิดทฤษฏีหรือความเชื่อกันว่า มนุษย์และไดโนเสาร์ในอยู่ร่วมกันมาก่อนในยุคสมัยหนึ่ง วัลเดมาร์ จูลส์รุด (Walderma Julsrud) ชาวเยอรมันซึ่งอาศัยอยู่ในเม็กซิโก โดยมีเปิดร้านค้าเล็กเล็กๆ อยู่ในอแคมปาโร  เป็นผู้ค้นพบดินเผาดังกล่าว บริเวณเชิงเขาในอแคมปาโร เขาบอกว่าตอนนั้นเขานั่งอยู่บนหลังม้าแต่รู้สึกเหมือนกับว่าม้าได้เหยียบอะไรบางอย่าง ซึ่งเขาประหลาดใจมากที่ดินเผามีรูปร่างคล้ายกับไดโนเสาร์ เขาจึงได้ว่าจ้างแรงงานให้มาขุดพื้นที่บริเวณรอบๆ เพิ่มขึ้น และปรากฏว่ามีดินเผากว่า 33,000 ชิ้นที่ค้นพบ 1947 วัลเดมาร์ เขียนรายงานชื่อ Enigmas del Pasado  1952 ชาร์ล นิเปโซ(Charles DiPeso) นักโบราณคดีซึ่งได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิอเมไรน์ด (Amerindian Foundation) ในสหรัฐฯ​ ได้รับหน้าที่ในการตรวจสอบงดินเผาดังกล่าว ซึ่งผลการทดสอบของนิเปโซ เขาสรุปว่ามันเป็นของปลอม หรือเป็นของที่สร้างขึ้นโดยคนท้องถิ่นในพื้นที่ 1969 Museum’s Appled Science Center for Archaeology (MASCA) เริ่มใช้เทคนิคใหม่ที่เรียกว่า Thermoluminescence (TL) ในการทดสอบดินเผา ซึ่งผลการทดสอบปรากฏว่าดินเผามีอายุย้อนกลับไปราวปี 2500 BC 1976 แกรี่ คาร์ริแว (Gary W. Carriveau) และมาร์ก ฮั่น (Mark C. Han) ทำการทดสอบตุ๊กตาดินเผาด้วยวิธี TL อีกครั้ง ซึ่งผลออกมาว่าดินเผาถูกเผาที่อุณภูมิระหว่าง 450-650…

0
Read More

Warning ⚠️ This website has cookies which come from Third-party services. such Google, AWS, Yandex.

🦣 all content is original in Thai , translated to others languages  by AWS.

 

Yandex.Metrica
Don`t copy text!