Cheka Aisya

Stakeknife

“Stakeknife” เป็นโค๊ดเนมของสายลับอังกฤษ ซึ่งแฝงตัวเข้าไปเป็นในกลุ่ม IRA ได้สำเร็จ จนได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองกำลังแบ่งแยกไอร์แลนด์  (Irish Republican Army, IRA)  โดยเขาได้รับตำแห่นงเป็นหัวหน้ากองกำลังความมั่นคงภายใน Internal Security Unit (ISU) หรือฉายากลุ่ม “the nutting squad” ของ IRA ในกรุงเบลฟาสต์ (Belfast) ตำแหน่งของเขาทำให้เขามีอำนาจที่จะสังหารสมาชิกของ IRA ด้วยกันได้หากว่ามีใครที่ต้องสงสัยว่าเป็นคนทรยศ โดยที่หน่วยของเขาจะใช้วิธีในการทรมานผู้ต้องสงสัยเพื่อให้รับสารภาพ  ในปี 2003 Stakeknife ถูกระบุว่าคือ เฟรดดี สแค๊ปปาติคคิ (Freddie Scappaticci) ชายวัย 73 ปี โดยสื่อหลายสำนัก เฟรดดี้ ถูกระบุเริ่มทำงานให้กับอังกฤษช่วงปี 1978 โดยเริ่มเป็นสายลับให้กับหน่วย Royal Ulster Constabulary (RUC)  2 ปีก่อนที่จะมีการตั้งหน่วย Force Research Unit (FRU) ขึ้นมาในปี 1980 ซึ่ง FRU เป็นหน่วยงานภายใต้ Intelligence Corps อีกทีหนึ่ง  แต่ว่าเจ้าตัวให้การปฏิเสธว่าไม่ใช่ Stakeknife และไม่ได้เป็นสายลับสองหน้าให้กับอังกฤษด้วย  Stakeknife ถือเป็นสายลับที่ทรงคุณค่าให้กับกองทัพอังกฤษ เขาถูกยกย่อยว่าเป็น “the jewel in the crown, the golden egg” (อัญมณีบนมงกุญ และไข่ทองคำ” เขามีบทบาทในช่วงระหว่างปี 1969-1997…

0
Read More

Sockpuppet

Sockpuppet  หมายถึง ตัวตนของบุคคลปลอมที่สร้างขึ้นมาในโลกออนไลน์มีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด  เช่น เพื่อจะทำการหลอกลวงทำให้ผู้อื่นหลงเชื่อ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการโฆษณา การแสดงความเห็นในการยกย่อง, ปกป้อง, หรือการตำหนิบุคคล หรือองค์กรหนึ่งๆ โดยปกปิดตัวตนที่แท้จริง แต่ว่าแสดงตัวเองเป็นบุคคลที่สาม โดยหวังผลในการควบคุมหรือสร้างอิทธิพลทางความคิดแบบของตนให้กับคนในจำนวนมาก (manipulate public opinion) คำว่า Sockpuppet (หุ่นถุงเท้า, ตุ๊กตาผ้าหรือวัสดุที่ใกล้เคียง ซึ่งเอาสวมที่มือ) ถูกนิยามในปี 1993 โดย Usenet ซึ่งเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเหมือนกับนักแสดงละครหุ่นถุงเท้า (ventriloquist) ซึ่งสามารถที่จะแสดงโชว์ให้เหมือนกับว่าปากของตนเองไม่ขยับ แต่ว่าเสียงพูดมาจากตุ๊กตา Sockpuppet แตกต่างจากคำว่า Bots เพราะว่า bots จะเป็นโปรแกรมที่ทำงานอัตโนมัติหรือทำงานโดยอาศัยการเขียนโค๊ด บางที่ก็สร้างเนื้อหาขึ้นมาบ้าง แต่ว่า bot จะถูกจับได้ง่ายเพราะะส่วนใหญ่ทำงานซ้ำๆ ไม่ยืดหยุ่น ทำไม่ค่อยมีบนโซเชียลมีเดีย ในขณะที่ Sockpuppet ควบคุมโดยมนุษย์  ซึ่งมักจะเป็นการสร้างบัญชีบุคคลปลอมๆ ขึ้นมาในจำนวนมากบนโลกออนไลน์ ซึ่งอันท่ีจริงแล้วถูกควบคุมจากคนเพียงคนเดียวหรือกลุ่มๆ หนึ่งเท่านั้น  Sockpuppet มีผลเสียต่อธุรกิจออนไลน์ เครือข่ายสังคมออนไลน์ เช่น ถูกนำไปใช้เพื่อรีวิวสินค้า โดยให้ความเห็นที่ไม่จริง หรือลำเองไปข้างใดข้างหนึ่ง (engaging in review fraud)  โดยส่วนใหญ่จะทำงานผ่านระบบ อีเมล์ (mailing lists), โซเซียลเน็ตเวิร์ก อย่างทวิตเตอร์, เฟชบุ๊ค (Facebok, Twitter and Social Networks), เว็บข่าว (News websites), ระบบลงคะแนนออนไลน์ (online polls),  และระบบอื่นๆ ที่เปิดให้แสดงความเห็นได้ (comment…

0
Read More

Ferdinand Magellan

เฟอร์ดินันด์ มาเจลแลน (Ferdinand Magellan) นักเดินเรือโปตุเกส ซึ่งเดินทางรอบโลกเป็นคนแรก มาเจลแลน เกิดประมาณปี 1480 ในเมืองปอร์โต้, ซาโบรซ่า, โปรตุเกส (Porto city, Sabrosa, Portugal) ชื่อจริงของเขาในภาษาโปตุเกสคือ Fernão de Magalhães ครอบครัวของเขาเป็นขุนนางระดับล่าง พ่อของเขาชื่อโรดิโก้ (Rodrigo de Magelhaes) และแม่ชื่ออัลด้า (Alda de Mesquita)  1490c พ่อแม่ของมาเจลแลนเสียชีวิตไปตอนที่เขาอายุราว 10 ปี หลังจากนั้นมาเจลแลนจึงได้เข้าไปเป็นข้าราชบริพาลในราชสำนักของพระราชินีลีโอนอร์ (Queen Leonor) พระมเหาสีของกษัตริย์จอห์น ที่ 2 (John II)  เข้าเรียนที่ Queen Leonora’s School 1505  มีนาคม, ตอนอายุ 25 ปี เข้าเป็นทหารในกองเรือของโปตุเกสซึ่งกำลังจะออกเดินทางไปอินเดีย  ซึ่งนำโดยฟรานซิสโก เด อัลเมียด้า (Francisco de Almeida) ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการคนแรกของโปตุเกสประจำโปตุกีสอินเดีย (first viceroy of Portuguese India)  ตามคำสั่งของกษัตริย์มานูเอล (King Manuel I)  ซึ่งการไปอินเดียครั้งนี้ ทำให้เขาต้องไปใช้ชีวิตอยู่นอกโปตุเกสนานถึง 8 ปี ระหว่างที่เรือเดินทางมาถึงแคนนานอร์ (Cannanore (Kannur ปัจจุบัน))  นักประวัติศาสตร์ชื่อกาสปาร์ คอร์รีอา (Gaspar Correia) ได้บันทึกเอาไว้ว่ามาเจลแลนได้รับบาดเจ็บ…

0
Read More

Ramasun Station

สถานีรามสูร ตั้งอยู่ที่ บ้านเนินสูง อ.เนินสูง จ.อุดรธานี มีพื้นที่ 800 ไร่ มีชื่อทางการคือ สถานีวิจัยคลื่นวิทยุภาคสนาม ที่ 7 (7th Radio Research Field Station, 7th RRFS ) ซึ่งชื่อว่าสถานีวิจัยคลื่นวิทยุ เป็นเพียงชื่อหลอกเอาไว้บังหน้า แต่ว่าอันที่จริงแล้ว เป็นสถานีดักฟังสัญญาณวิทยุคลื่นความถึ่สูง ที่ตั้งขึ้นในช่วงสงครามเวียดนาม ซึ่งดักฟังสัญญาณสื่อสารของทั้งศัตรูและพันธมิตรของสหรัฐฯ ปกติแล้วดำเนินงานโดย Air Intelligence Agency ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ  และยังมีสำนักงานความมั่นคงสหรัฐฯ หรือ NSA (National Security Agency) ที่ใช้สถานีนี้ ที่นี่จึงน่าจะเป็นฐานปฏิบัติการณ์หนึ่งในโครงการ Project AGILE ของกองทัพสหรัฐฯ หรือ/และ โครงการ ECHELON ของ NSA สถานีรามสูร ตั้งขึ้นในปี 1966 จนกระทั้งยกเลิกไปในปี 1979 หน้าที่หลักของสถานีคือการปฏิบัติการข่าวกรองทางสัญญาณ หรือ Signals Intelligence (SIGINT) คือ การตรวจจับและบันทึกสัญญาณการสื่อสารทุกชนิดในรัศมี ซึ่งนอกจาก 7th RRFS แล้ว ยังมีสถานีใกล้เคียง คือ 8th RRFS ตั้งอยู๋ในเวียดนาม และยังมีสถานีคล้ายกันกระจายอยู่ทั่วโลก AN/FLR-9 antenna โฉมหน้าที่แท้จริงของสถานีรามสูร คือที่ตั้งเสาอากาศแบบ “Wullenweber” antenna array หรือ  AN/FLR-9 หรือ AN/FLR-9…

0
Read More

Echelon

1920 เฮอร์เบิร์ด ยาร์ดเลย์ (Herbert O. Yardley) นักถอดรหัส และทีมของเขา The Black Chamber สามารถถอดรหัสข้อความสื่อสารทางการทูตของกองทัพราชนาวีญี่ปุ่นได้ ทำให้สหรัฐฯ มีความได้เปรียบในการต่อรองกับญี่ปุ่นในการประชุมว่าด้วยยุทธศาสตร์ทางทะเลในวอชิงตัน (Washington Naval Conference, 1921-1922) ซึ่งผลงานของ The Black Chamber เหมือนการจุดประกายให้กับการดักฟังและจารกรรมข้อมุลฝ่ายตรงข้ามของอเมริกา Echelon เป็นโค๊ดเนม (code-named) อย่างไม่เป็นทางการของระบบสอดแนมอิเล็กทรอนิกส์ที่ครอบคลุมทั่วโลก ก่อนที่จะกลายมาเป็น NSA  ซึ่งประกอบไปด้วยสถานีสื่อสาร, เรดาห์, ดาวเทียม, เรือดำน้ำ, เครื่องบินสอดแนม ที่ทำงานร่วมกัน  Echelon โครงการนี้ถูกเรียกอีกอย่างว่า The Big Ear กำเนิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2  โดยน่าจะเป็นผลจาากการทำข้อตกลงแอตแลนติค (Atlantic Charter) ในปี 1941 ระหว่างสหรัฐฯ และอังกฤษ ซึ่งกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างสองประเทศหลังสงครามโลกเอาไว้ ซึ่งต่อมาได้พัฒนากลายเป็น BRUSA หรือ  UKUSA Agreement ในปี 1946 ซึ่งเป็นเครื่องข่ายสอดแนม, สายลับ เผื่อแลกเปลี่ยนข้อมุลข่าวกรองระหว่างกัน  โดยข้อมูลส่วนใหญ่เชื่อกันว่ามีการแบ่งปัน โดยส่งผ่านระบบเครือข่ายสื่อสารที่มีโค๊ดเนมว่า Stone Ghost ต่อมา แคนาดา, ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ได้เข้าร่วมในโครงการ โดยมีการทำข้อตกลง SIGNIT (secret agreement on signals intelligence)  ทำให้โครงการสอดแนมทั่วโลกนี้ถูกเรียกว่าเป็นโครงการ Five Eyes…

0
Read More

Vasili Mitrokhin

วาสิลี นิกิติช มิโตรคิน (Василий Никитич Митрохин)  อดีต KGB ที่แปรพักตร์ไปอังกฤษในปี 1992 พร้อมเอกสารลับขององค์กรที่ถูกเรียกว่า Mitrokhin Archive มิโตรคิน เกิดวันที่ 3 มีนาคม 1922 ในหมูบ้านยุราโซโว่, เรียซาน (Yurasovo, Ryazan Oblasht, RSFSR) สหภาพโซเวียต  เขาเป็นลูกคนที่สองในพี่น้องทั้งหมดห้าคน ต่อมาครอบครัวย้ายมาอยู่ในมอสโคว์ และช่วงก่อนสงครามโลกมิโตรคินได้เข้าเรียนที่โรงเรียนทหารปืนใหญ่ (artillery academy) เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่จะย้ายมาเรียนที่สถาบันประวัติศาสตร์และจดหมายเหตุ (History and Archives Institute หรือ Istoriko-Arkhivnyy Institue-IAI)  1941 เมื่อนาซีเยอรมันบุกสหภาพโซเวียต ทำให้รัฐบาลสั่งย้ายอุตสาหกรรมและสถาบันต่างๆ ไปยังตอนกลางของประเทศ ร่วมถึงสถาบัน IAI ถูกสั่งให้ย้ายมาอยู่ที่อัลมาตี้ (Almaty) ในคาซัคสถาน แตว่ามิโครคินหลังจากเรียนที่ IAI ได้หนึ่งปี เขาก็ย้ายมาเรียนที่มหาวิทยาลัยคาซัค (Kazakh State University)  ทางด้านกฏหมายและประวัติศาสตร์ 1944 สำเร็จการศึกษา และได้เข้าทำงานอยู่ในฝ่ายกฏหมายของกองทัพซึ่งปฏิบัติงานอยู่ในคาร์เคียฟ (Kharkiv) ยูเครน   1948 ได้ตำแหน่งเป็นรองอัยการทหารอยู่ในกองทัพที่คาร์เคียฟ ก่อนที่ต่อมาจะมาทำงานกับกรรมาธิการด้านข่าว (The Committee of Information) ซึ่งน่าจะเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เขาเริ่มทำงานเป็นสายลับให้กับ MGB (หน่วยงานสายลับก่อนจะเป็น KGB) 1953 หลังการเสียชีวิตของสตาลิน (Joseph Stalin) มิโตรคินได้รับคำสั่งให้สืบสวนผู้สือข่าวประจำปารีส ของหนังสือพิมพ์ Pravda…

0
Read More

Walter E. Dandy

วอลเตอร์ แดนดี้ (Walter E. Dandy) เป็นหนึ่งในบิดาแห่งศัลยกรรมทางสมอง (founding fathers of nuerosurgery) ผู้ทำการผ่าตัด Hemispherectomy คนแรก เป็นผู้คิดค้นเทคนิค aneurysm clippingม discectomy, modern hydrocephalus therapy วอลเตอร์ เกิดวันที่ 6 เมษายน 1886 ในเซดาเลีย, มิสซัวรี่ (Sedalia, Missouri)  เขาเป็นลูกคนเดียวของจอห์น แดนดี้ (John Dandy) ซึ่งเป็นผู้อพยพมาจากอังกฤษ และทำงานเป็นวิศวกรรถไฟ  และแม่ชื่อราเชล (Rachel Dandy)  1903 วอลเตอร์จบจากโรงเรียนมัธยมซัมมิท (Summit High School) โดยที่เขาเป็นตัวแทนรุ่นในการกล่าวคำอำลา หลังจากนั้นได้เข้าเรียนต่อแพทย์ศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยมิสซัวรี่ (University of Missouri)  ระหว่างเรียนเขาได้เป็นผู้ช่วยของ ดร.แจ็คสัน (Jackson) ในห้องปฏิบัติการณ์กายวิภาค และยังได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกของกลุ่ม Phi Beta Kappa และกลุ่ม Sigma Xi 1907 จบจาก ม.มิสซัวรี่ และเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนแพทย์ จอห์น ฮอฟกิ้นส์ (Johns Hopkins School of Medicine) ซึ่งเขาได้เข้าเรียนในฐานะนักศึกษาปี 2 เลย เพราะผลงานระหว่างอยู่ที่ ม.มิสซัวรี่ได้รับการยอมรับ ระหว่างที่เรียนเขาได้ทำงานที่ห้องวิจัยของ ศาสตราจารย์ แฟลงคลินส์ มอลล์ (Franklin…

0
Read More

Wild Boy of Aveyron

เด็กป่าแห่งอเวย์รอน (Wild Boy of Aveyron) ถูกพบภายในป่าในเซนต์-เซอร์นิน-เซอร์-แรนซ์ (Saint-Sernin-Sur-Rance) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสในปี 1800 ขณะนั้นเขามีอายุประมาณ 12 ปี ซึ่งคาดกันว่าเขาน่าจะอาศัยอยู่ในป่ามานานหลายปีแล้ว เพราะมีรายงานผู้พบเห็นเด็กคนนี้ในปี 1794 และในปี 1797 เด็กก็ถูกจับที่เมืองทาร์น (Tarn) และเอามาฝากให้กับหญิงม่ายคนหนึ่งเลี้ยงเอาไว้ แต่ว่าราวหนึ่งสัปดาห์เด็กก็สามารถหลบหนีกลับเข้าไปในป่าอีก ในปี 1800  เด็กถูกชาวบ้านที่อเวย์รอนจับตัวเอาไว้ได้ ร่างกายของเด็กไม่ได้สวมอะไร เขายังพูดไม่ได้  ไม่กินอะไรนอกจากผัก เดินสี่ขาเหมือนสุนับ นอกจากนี้ยังเชื่อว่าเด็กหูหนวกและเป็นใบ้ด้วย ชาวบ้านจึงปฏิบัติกับเด็กคนนี้เหมือนกับสุนัข ล่ามเขาเอาไว้นอกบ้าน ต่อมารัฐบาลท้องถิ่นได้ส่งเด็กให้ไปอยู่ในความดูแลของ โรเช่-แอมโบรส ซิเคิร์ด (Roche‐Ambroise Cucurron Sicard) ผู้อำนวยการของสถาบันคนหูหนวก-ตาบอก (Institute for Deaf-Mutes) ในเมืองพริส (Ppris)  นอกจากนั้นคณะกรรมการที่นำโดยฟิลิปเป่ ไพน์ (Philippe Pine) นักจิตเวช ยังเข้ามาศึกษาเด็กคนนี้ด้วย พวกเขาพยายามสอนภาษาฝรั่งเศสพื้นฐานให้กับเด็ก ซึ่งเด็กมีสัญญาณที่ก้าวหน้าบ้าง แต่ก็ยังมีพฤติกรรมก้าวร้าว, ไฮเปอร์ และไม่แสดงความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ ต่อมาคณะกรรมการได้สรุปว่าเด็กคนนี้โง่มาก และไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมได้ แต่ว่าหมอหนุ่มวัย 25 ปีชื่อ  ฌ็อง มาร์ค อิตาร์ด  (Jean-Marc Gaspard Itar) ได้นำเด็กมาดูแล หมออิตาร์ดพยายามท้าทายบทสรุปของคณะกรรมการ โดยหมอิตาร์ดตั้งชื่อให้กับเด็กคนนี้ว่าวิคเตอร์ (Victor)   หลังจากอยู่กับหมออิตาร์ดได้หกเดือน หมออิตาร์ดเห็นว่าวิคเตอร์มีพัฒนาการที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอีกเล็กน้อย และหมออิตาร์ดก็พยายามหาวิธีที่จะสอนให้วิคเตอร์ได้เรียนภาษาของมนุษย์ โดยหมออิตาร์ดและผู้ช่วยของเขา มาดามเกอริน (Madame Guerin) ได้เริ่มฝึกประสาทสัมผัสของวิคเตอร์ให้รู้จัก พื้นฐานทั่วๆ ไป…

0
Read More

Cognitive Dissonance

Cognitive Dissonance (disharmony) คือความขัดแย้งภายในจิตสำนึกจากการรับรู้ข้อมูลใหม่ ที่ขัดแย้งกับ ความคิด, ความเชื่อเดิม, ข้อมูลเดิม ซึ่งทำให้เกิดความเครียดขึ้นภายในจิตใจ ลีออน เฟสตินเจอร์ (Leon Festinger)เป็นผู้เสนอแนวคิดนี้ปี 1957 ในหนังสือ A Theory of Cognitive Dissonance เฟสตินเจอร์ บอกว่ามนุษย์เราเมื่อเกิดความขัดแย้งภายในความคิดของตัวเองแล้ว จะเกิดความเครียด พวกเขาจึงจะหาวิธีที่จะปรับความคิด เพื่อลดความขัดแย้งภายในนี้ลง โดยทำให้เกิดความเข้ากันได้ (consonance หรือ harmony) โดยวิธี เช่น เมื่อเราชอบกินโดนัท แต่ได้ข้อมูลมาว่าโดนัททำให้อ้วย  1. ปรับพฤติกรรม หรือความคิดเดิม ไปยอมรับข้อมูลความคิดชุดใหม่ (ฉันจะเลิกกินโดนัท) 2. ปรับพฤติกรรม หรือความคิดเดิม ให้เข้ากันได้กับข้อมูลความคิดชุดใหม่ โดยลดความขัดแย้ง (ฉันจะกินโดนัทได้ แต่ต้องลดปริมาณลง) 3. ปรับพฤติกรรม หรือความคิดเดิม  ให้เข้ากันได้กับข้อมูลใหม่ โดยเพิ่มเหตุผลหรือพฤติกรรมใหม่เข้าไป (ฉันจะกินโดนัทได้ แต่ต้องหมั่นออกกำลังกาย) 4. ปฏิเสธข้อมูลความคิดชุดใหม่ไปเลย (ไม่ใช่โดนัทที่ทำให้อ้วน ถ้าโดนัทนั้นไม่มีน้ำตาลสูง) เฟสตินเจอร์ ทำการศึกษาทฤษฏีของเขาโดยศึกษาผู้ที่เข้าเป็นส่วนหนึ่งของลัทธิ (cult) หนึ่ง ที่สมาชิกมีความเชื่อว่าวันโลกาวินาศจะมาถึง พวกเขาจึงขายทรัพย์สินที่มีอยู่ทุกอย่างพร้อมลาออกจากงาน แต่ว่าเมื่อวันที่ทำนายเอาไว้มาถึงและไม่มีเหตุการณ์อะไรรุนแรงเกิดขึ้นเลย  เฟสตินเจอร์ก็สังเกตุปฏิกริยาของสมาชิกเหล่านั้น สมาชิกบางคนรู้ตัวเองว่าถูกหลอกและได้ลาออกจากลัทธิไป ในขณะที่สมาชิกจำนวนไม่น้อย ยังคงศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อลัทธิ โดยตีความเหตุการณ์โดยให้เหตุผลใหม่ว่าเป็นเพราะความศรัทธาของพวกเขาทำให้ภัยพิบัติไม่เกิดขึ้น

0
Read More

MK-ULTRA

MK-ULTRA เป็นโครงการวิจัยเพื่อควบคุมจิตและพฤติกรรมของมนุษย์ (mind control program) ของ CIA  ผ่านงานวิจัยหลากหลายวิธีการ ทั้งการใช้สารเคมี, สารชีวภาพ, สารกัมมันตรังสี โดยหวังว่า สารทางจิตเวช (psychoactive chemicals) เหล่านี้จะทำให้เหยื่ออยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถจะควบคุมตัวเองได้ หรือตกอยู่ภายใต้การควบคุมของ CIA โครงการ MK-ULTRA นี้ดำเนินการภายใต้สำนักงานวิจัยวิทยาศาสตร์ (Office of Scientific Intelligence) ของ CIA ร่วมกับศูนย์วิจัยอาวุธชีวภาพของกองทัพสหรัฐฯ (United States Army Biological Warfare Laboratories) โครงการ MK-ULTRA ยังพยายามพัฒายาต่อต้านการถูกสอบสวน (anti-interrogation) เพื่อป้องกันสายลับที่อาจจะถูกจับไปสอบสวนโดยสหภาพโซเวียต หรือฝ่ายตรงข้าม จุดเริ่มของ MK-ULTRA ตามสมมุติฐานของ สตีเฟน คินเซอร์ (Stephen Kinzer) นักเขียน บอกว่า โครงการนี้ทำต่อมาตั้งแต่สงครามโลก โดยอเมริการับเอานักวิทยาศาสตร์ของนาซีและญี่ปุ่นที่ทำการทดลองหาวิธีควบคุมจิตใจของมนุษย์อยู่แล้วกับเชลยในค่ายกักกัน โดยเฉพาะนักวิทยาศาสตร์ของนาซี ได้มีการทดลองใช้สารเมสคาไลน์ (mescaline) กับนักโทษในค่ายกักกันดาชัว (Dachau) พอสิ้นสงคราม สหรัฐฯ ได้นำนักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นมาไว้ที่ฟอร์ด เดตริคก์ (Fort Detrick) ในรัฐแมรีแลนด์เพื่อทำงานวิจัยต่อมา MK-ULTRA เป็นโครงการสืบทอดมาจากโครงการ MK-OFTEN ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น MK-SEARCH ในปี 1964 ซึ่งถูกยกเลิกไปก่อนหน้าเพราะว่า ยาหรือสารเคมีที่วิจัยในตอนนั้น ให้ผลไม่แน่นอน  ซึ่งจากหนังสือ Secrets and Lies (2007) ของกอร์ดอน โธมัส…

0
Read More

Warning ⚠️ This website has cookies which come from Third-party services such as google Analytics, Adsense, Amazon, Yandex Metrica, Facebook, Agoda.

 

Yandex.Metrica
Don`t copy text!