MK-ULTRA เป็นโครงการวิจัยเพื่อควบคุมจิตและพฤติกรรมของมนุษย์ (mind control program) ของ CIA  ผ่านงานวิจัยหลากหลายวิธีการ ทั้งการใช้สารเคมี, สารชีวภาพ, สารกัมมันตรังสี โดยหวังว่า สารทางจิตเวช (psychoactive chemicals) เหล่านี้จะทำให้เหยื่ออยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถจะควบคุมตัวเองได้ หรือตกอยู่ภายใต้การควบคุมของ CIA

โครงการ MK-ULTRA นี้ดำเนินการภายใต้สำนักงานวิจัยวิทยาศาสตร์ (Office of Scientific Intelligence) ของ CIA ร่วมกับศูนย์วิจัยอาวุธชีวภาพของกองทัพสหรัฐฯ (United States Army Biological Warfare Laboratories)

โครงการ MK-ULTRA ยังพยายามพัฒายาต่อต้านการถูกสอบสวน (anti-interrogation) เพื่อป้องกันสายลับที่อาจจะถูกจับไปสอบสวนโดยสหภาพโซเวียต หรือฝ่ายตรงข้าม

จุดเริ่มของ MK-ULTRA ตามสมมุติฐานของ สตีเฟน คินเซอร์ (Stephen Kinzer) นักเขียน บอกว่า โครงการนี้ทำต่อมาตั้งแต่สงครามโลก โดยอเมริการับเอานักวิทยาศาสตร์ของนาซีและญี่ปุ่นที่ทำการทดลองหาวิธีควบคุมจิตใจของมนุษย์อยู่แล้วกับเชลยในค่ายกักกัน โดยเฉพาะนักวิทยาศาสตร์ของนาซี ได้มีการทดลองใช้สารเมสคาไลน์ (mescaline) กับนักโทษในค่ายกักกันดาชัว (Dachau) พอสิ้นสงคราม สหรัฐฯ ได้นำนักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นมาไว้ที่ฟอร์ด เดตริคก์ (Fort Detrick) ในรัฐแมรีแลนด์เพื่อทำงานวิจัยต่อมา

MK-ULTRA เป็นโครงการสืบทอดมาจากโครงการ MK-OFTEN ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น MK-SEARCH ในปี 1964 ซึ่งถูกยกเลิกไปก่อนหน้าเพราะว่า ยาหรือสารเคมีที่วิจัยในตอนนั้น ให้ผลไม่แน่นอน  ซึ่งจากหนังสือ Secrets and Lies (2007) ของกอร์ดอน โธมัส (Gordon Thomas) บอกว่า ดร.ซิดนีย์ ก๊อตต์เลียบ (Dr. Sidney Gottlieb) ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ระดับสูงของ CIA เป็นผู้ริเริ่มโครงการ MK-OFTEN  ซึ่งในโครงการ MK-ULTRA อย่างน้อยก๊อตต์เลียบยังเป็นหัวหน้าในโครงการทดลอง LSD (จากรายงานของ The New York Times กรกฏาคม 1975)

หลังจากยุติ MK-ULTRA แล้ว CIA มีโครงการใหม่คือ MK-BURN จนถึงปี 1970 ซึ่งหนึ่งในนักวิจัยของโครงการนี้คือ ดร.คาร์ล ไฟเฟอร์ (Dr. Carl Pfeiffer)

สารเคมีที่ถูกนำมาใช้มีหลากหลาย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ทำให้เกิดภาพหลอน (hallucinogenis) ,สารทีมีผลต่อจิตประสาท, สารกลุ่ม L.S.D., เมสคาไลน์ (mescaline), เซรั่มความจริง (truth serum), และกลุ่มของยาบ้า (amphetamines) 

นอกจากนั้นยังมีการทดลองการทรมาน, การล่วงละเมิดทางเพศ, ละเมิดทางวาจา, การสะกดจิต, กระแสไฟฟ้า, การฝังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ลงในสมองด้วย

งานวิจัยของ MK-ULTRA กว้างขวาง มีสถาบันต่างๆ กว่า 80 แห่งที่เกี่ยวข้องกับโครงการ ทั้งมหาวิทยาลัย, โรงพบาบาล, ทัณฑสถาน และบริษัทเวชภัณฑ์ โดยมีโครงการวิจัยย่อยรวมแล้ว 149 โครงการ

1953 13 เมษายน, อัลเลน ดูลเลส (Allen Welsh Dulles) ผู้อำนวยการของ CIA อนุมัติให้มีโครงการ MK-ULTRA เพื่อวิจัยหาวิธีควบคุมจิตใจของมนุษย์ โดยเป็นเพราะ อัลเลน เชื่อว่าสหภาพโซเวียต และจีนกำลังทำโครงการวิจัยในลักษณะเดียวกันอยู่ เหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้อัลเลนเชื่อว่าสหภาพโซเวียตมีความสามารถในการควบคุมจิตใจของมนุษย์ เพราะว่า คาร์ดินาลโจเซฟ มายด์เซนตี้ (Cardinal Joszef Mindszenty) นักบวชชาวฮังการี ซึ่งปกติเป็นคนต่อต้านคอมมิวนิสต์ ถูกรัฐบาลฮังการีซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์จับดำเนินคดี  ซึ่งคดีได้รับความสนใจจากตะวันตก กลับยอมรับสารภาพตัวเองเป็นสายลับ และถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต

28 พฤศจิกายน, ดร.แฟรงค์ โอลสัน (Dr.Frank Olson) เสียชีวิตจากการตกลงมาจากตึกโรงแรมเพนนซิลวาเนีย (The Hotel Pennsylvania) ในนิวยอร์คซิตี้  ดร.โอลสัน เป็นนักวิทยาศาสตร์ในโครงการพัฒนาอาวุธชีวภาพของกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งทำงานอยู่ที่ฟอร์ต เดทริกก์ (Fort Detrick) ในแมรี่แลนด์ และเป็นเพื่อนตั้งแต่สมัยเรียนของ ดร.ซิดนีย์ ก๊อตต์เลียบ การเสียชีวิตของ ดร.แฟรงค์ ทางการระบุในขณะนั้นว่าเป็นการฆ่าตัวตายในตอนแรก แต่ต่อมาเปลี่ยนเป็นอุบัติเหตุ 

1954 Operation Midnight Climax, เป็นปฏิบัติการย่อยหนึ่งในโครงการ MK-ULTRA เพื่อทดลองวิจัย LSD และสารเคมีอื่นๆ ที่มีอยู่ระหว่างวิจัย โดยดร.ซิดนีย์ ได้สั่งให้ CIA ตั้งซ่องขึ้นมาใช้แคลิฟอร์เนีย และโสเภณีจะนำเอา LSD ไปใส่ให้ลูกค้าซึ่งมาใช้บริการกิน หลังจากนั้นก็วิจัยเหยื่อยโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต ทั้งวิจัยเรื่องการแบล็กเมล์เหยื่อ, การวิจัยเครื่องสอดแนม มีการแอบถ่ายเหยื่อเอาไว้ด้วย, รวมถึงวิจัยยาที่ควบคุมจิตใจเหยื่อยดวย ซึ่งไม่นานปฏิวัติการนี้ก็ขยายไปยังร้านอาหารและบาร์หลายแห่ง  

1963 22 พฤศจิกายน, ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ (John F. Kennedy) ถูกลอบสังหาร โดยที่เจ้าหน้าที่ซีไอเอ E. Howard Hunt, Frank Sturgis ปรากฏตัวในวันนั้นด้วย Zapruder film

1964 MK-SEARCH เป็นชื่อโครงการใหม่ที่ตั้งขึ้นมาแทน MK-ULTRA โดยที่แบ่งเป็นสองโครงการย่อย คือ MK-OFTEN และ MK-CHICKWIT

1973 ริชาร์ด เฮล์ม (Richard Helms) ผู้อำนวยการของ CIA ได้สั่งให้มีการทำลายเอกสารทั้งหมดของโครงการทิ้ง จึงทำให้โครงการ MK-ULTRA ยุติอย่างเป็นทางการ แต่ว่าเอกสารบางส่วนยังคงหลงเหลืออยู่และทำให้โครงการถูกเปิดเผยในเวลาต่อมา

1974 22 ธันวาคม, หนังสือพิมพ์ The New York Times ตีพิมพ์ข่าวเรื่อง HUGE CIA OPERATION REPORTED IN U.S. AGAINST ANTIWAR FORCES, OTHER DISSIDENTS IN NIXON YEARS โดยนิโคลัส ฮอร์ร๊อค (Nicholas M. Horrock) ซึ่งเปิดเผยการมีตัวตนของโครงการ MK-ULTRA 

1975 มกราคม, หลังสื่อเปิดเผยโครงการ MK-ULTRA ให้ประชาชนรับรู้ ประธานาธิบดีเจรัลด์ ฟอร์ด (Gerald Ford) ได้ตั้งกรรมาธิการเพื่อศึกษาความจริงเกี่ยวกับกิจกรรมของ C.I.A ในสหรัฐฯ (United States President’s Commission of CIA Activities within the United States) โดยเนลสัน ร็อคกี้เฟลเลอร์ (Nelson Rockefeller) รองประธานาธิบดีในขณะนั้น ได้เป็นประธานของกรรมาธิการชุดนี้ คณะกรรมการชุดนี้จึงถูกเรียกว่าเป็นคณะกรรมาธิการร็อคกี้เฟลเลอร์ (Rockefeller Commission)

27 มกราคม, วุฒิสภาสหรัฐฯ ได้แต่งตั้งกรรมาธิการชุด Church Committee

19 กุมภาพันธ์, สภาผู้แทนสหรัฐฯ ได้แต่งตั้งกรรมาธิการชุด Nedzi Committee

ธันวาคม, หนังสือพิมพ์ The New York Times ได้ตีพิมพ์รายงานของกรรมาธิการร็อคกี้เฟลอเลอร์ ซึ่งยืนยันว่า CIA ได้ดำเนินโครงการทดลองที่ผิดกฏหมายภายในสหรัฐฯ ซึ่งมีการใช้ประชาชนสหรัฐฯ เองในการทดลองด้วยอย่างผิดกฏหมาย ในช่วงปี 1950s-60s

รายงานชุดร๊อคกี้เฟลเลอร์ ยังได้เปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิตของ ดร.แฟรงค์ โอลสัน ที่ตกตึกโรงแรมลงมาเสียชีวิตว่า เป็นเพราะเขาได้รับ LSD เข้าไปโดยไม่รู้ตัว ก่อนหน้าที่จะตกลงมาเก้าวัน ทำให้เขาเกิดอาการทางประสาทจนเกิดอุบัติเหตุ หลังได้อ่านรายงานชุดร๊อคกี้เฟลเลอร์แล้ว ครอบครัวของ ดร.แฟรงค์ โอลสัน ได้เตรียมที่จะยืนฟ้อง CIA ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ว่ารัฐบาลโดยประธานาธิบดีฟอร์ด ได้เสนอเงินชดเชยให้จำนวน 750,000 เหรียญ แลกกับการไม่ดำเนินคดี ซึ่งครอบครัวยอมรับ และยังได้รับการขอโทษจากวิลเลี่ยม โคลบี้ (William Colby) ผู้อำนวยการ CIA ขณะนั้นด้วย

นอกจากนี้รายงานชุดร๊อคกี้เฟลเลอร์ ยังได้ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการลอบสังหาร ปธน.เคนเนดี้ เมื่อ 22 พฤศจิกายน 1963 ว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับ CIA โดยมี 2 สมมุติฐาน คือสมมุติฐานแรก   อี. โฮวาร์ด ฮันต์ (E. Howard Hunt) และ แฟรงค์ สเตอร์กิส (Frank Sturgis) ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของ CIA มีส่วนในการลอบสังหาร ปธน.เคนเนดี้ โดยตรง  และสมมุติฐานที่ 2 คือ CIA เกี่ยวข้องกับ ลี ฮาร์เวย ออสวอล์ด (Lee Harvey Oswald) กับแจ็ก รูบี้ (Jack Ruby) คนใดคนหนึ่งหรืออาจจะทั้งคู่ แต่ว่ารายงานไม่ได้ตัดสิน

1982 28 สิงหาคม, อัยการโธมัส แมดด๊อก, จูเนียร์ (Thomas E. Maddox Jr.) นำผู้เสียหาย 4 คนที่ถูกใช้เป็นหนูทดลองในโครงการ MK-ULTRA ช่วงปี 1950s  ยืนฟ้องต่อศาล โดยเรียกร้องค่าชดเชยคนละ 500,000 เหรียญ

ฟาร์เรลล์ เคิร์ก (Farrelll V. Kirk) ถูก CIA ใช้เป็นหนูทดลองในการให้สารเคมีหลายชนิด ทั้งที่รู้ว่าเขามีภาวะอารมณ์แปรปรวณอยู่ก่อนแล้ว  ซึ่งหลังจากถูกใช้ทดลองยาหลายขนาน ฟาร์เรลล์ พยายามฆ่าตัวตายด้วยการเผาตัวเอง, แขวนคอ หรือแม้นกระทั้งพยายามกัดแขนตัวเองให้ขาด

ดอน สก๊อตต์ (Don Roderick Scott) ถูกใช้เป็นหนูทดลอง จนกระทั้งสมองของเขาพิการถาวร 

ผู้เสียหายอีกสองคนคือจอห์น มาโอล์ (John R. Maole)  และเจมส์ ไนต์ (James T. Knight)

ความครอบคลุมการวิจัยของโครงการ MK-ULTRA

  1. ค้นหาสารที่จะทำให้การใช้เหตุผลผิดผลาด
  2. ค้นหาสารที่จะกระตุ้นจิตใจและการรับรู้
  3. ค้นหาสารที่จะทำให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้ ช้า/เร็ว กว่าปกติ
  4. ค้นหาสารที่ทำให้เกิดความสุขคล้ายกับอาการของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล
  5. ค้นหาสารที่จะทำให้มีอาการเหมือนป่วยด้วยโรคต่างๆ เพื่อใช้ในการแสร้งป่วยในสถานะการต่างๆ 
  6. ค้นหาสารที่จะทำให้สูญเสียความทรงจำ สารที่จะทำลายสมองแบบชั่วคราวหรือถาวร
  7. ค้นหาสารที่จะช่วยให้สามารถทนต่อการถูกทรมานระหว่างการถูกสอบสวน หรือสารที่จะช่วยล้างสมอง
  8. ค้นหาสารหรือวิธีการที่จะทำให้เกิดการสูญเสียความทรงจำ
  9. ค้นหาวิธีการที่จะทำให้เกิดอาการช๊อค หรือสับสน
  10. ค้นหาสารที่จะทำให้เป็นอัมพาต หรือเสียความทรงจำถาวร
  11. ค้นหาสารที่จะทำให้เกิดตุ่มพุพองบนผิวหนัง
  12. ค้นหาสารที่จะช่วยให้คนๆ หนึ่งมีสภาวะที่ต้องการพึ่งพาอีกคนหนึ่งอยู่ตลอด
  13. ค้นหาสารที่จะทำให้เกิดการสับสน และไม่สามารถจะสร้างเรื่องโกหกได้ระหว่างการสอบสวน
  14. ค้นหาสารที่จะทำให้มีความมุ่งมั่นในการทำงาน
  15. ค้นหาสารที่จะทำให้เกิดการเสื่อมถอยของสายตาหรือการได้ยิน
  16. ค้นหายาสลบ ที่มีความปลอดภัยสูง ทำให้เหยื่อมีการลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
  17. ค้นหาสารที่ทำให้สูญเสียความสามารถในการควบคุมร่างกาย แม้จะใช้ปริมาณน้อย

โครงการวิจัยย่อย (Subproject) ของ MK-ULTRA 

(บางส่วน)

MK ULTRA มีโครงการวิจัยย่อยที่เกี่ยวข้องกว่า 149 โครงการ

  • Subproject 1

ศึกษาสาร อัลโกลอย์ด (alkoloids) จากพืชตระกูลผักบุ้ง (ipomoea sidalia choisy) โดย ริเวีย โคริมโบซ่า (Rivea Corymbosa) ที่มหาวิทยาลัยพรินตัน (Princeton University) ระหว่างปี 1953-1954

  • Subproject 2 

เกี่ยวกับการใช้สารเคมีเพื่อทำให้สูญเสียความรู้สำนึกในสัตว์และมนุษย์ ดำเนินการโดย เจมส์ ฮามิลตัน (James Hamilton) ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) ระหว่างปี 1953-1954

  • Subproject 58 (the Geschickter Fund for Medical Research, Seeking the Magic Mushroom)

ดำเนินโครงการโดยกอร์ดอน วัสสัน (R. Gordon Wasson) ในปี 1956 ซึ่งเป็นการทดลองใช้สารไพโลโคบิน (psilocybin) จากเห็ด

  • Subproject 68 (Montreal experiments)

อยู่ภายใต้การอำนวยการของ ดร.โดนัลด์ คาเมรอน (Donald Ewen Cameron) ผู้อำนวยการของสมาคมสรีระศาสตร์อเมริกัน (the American Psychictic Association) เขาใช้สถาบันอัลเลน (Allan Memorial Institute) ในมอลทรีออน, แคนนาดา ทำการทดลองกับผู้ป่วยจิตเวชไชโซเฟรเนีย (schizophrenia) โดยอ้างว่าเป็นการรักษา โดยมีการใช้ LSD และยานอนหลับ, เครื่องช๊อตไฟฟ้า (Electroconvulsive Therapy, ECT, และการให้ฟังเทปที่บันทึกเรื่องราวปลอมที่เขาสร้างขึ้นมาซ้ำๆ (Psychic Driving)

สถานีโทรทัศน์ CBC ของแคนนาดา ทำสารคดี “The Fith Estate” ในปี 1980 เพื่อเปิดเผยโครงการนี้ 

ในปี 1992 รัฐบาลแคนาดาได้จ่ายเงินชดเชยให้กับผู้ตกเป็นเหยื่อยของโครงการ Supproject 68 จำนวน 77 คน คนละ 100,000 เหรียญ แต่ว่ามีผู้ป่วยอีก 250 คนที่ปฏิเสธเงินชดเชยดังกล่าว เพราะเห็นว่าน้อยเกินไป

เหยื่อของโครงการนี้ อาทิ จีน่า บลาสแบล็ก (Gina Blashbalg),  ลินดา แม็คโดนัลด์ (Linda MacDonald)