New Deal

Great Depression VS New Deal

Great Depression ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ เริ่มต้นเมื่อการตลาดหุ้นนิวยอร์ก ตกลงในวันที่ 24 ตุลาคม 1929 (Black Thursday) ซึ่งหุ้นร่วงไป 11 เปอร์เซ็นต์

วันที่ 28 ตุลาคม, Black Monday ตลาดหุ้นดาวโจนส์ ร่วงต่ออีก 12.82%

วันที่ 29 ตุลาคม, Black Tuesday ตลาดหุ้นดาวโจนส์ ร่วงอีก 11.73% แม้ว่า วิลเลี่ยม ดูแลนต์ (william C. Durant) มหาเศรษฐีของสหรัฐฯ ได้ร่วมกับสมาชิกของตระกูลร๊อคกี้เฟลเลอร์ (Rockerfeller family) ได้เข้ามาแทรกแซงด้วยการซื้อหุ้นจำนวนมากแล้วก็ตาม (วิลเลี่ม ดูแลนด์ ต้องล้มละลายในปี 1936 จากการเข้าไปซื้อหุ้นครั้งนี้)

1929-1933 เป็นช่วงที่สหรัฐฯ เผชิญวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ เมื่อผลผลิตอุตสาหกรรมลดลง 1 ใน 3 และราคาสินค้าต่างๆ ก็ลดลง 20% และการว่างงานก็เพิ่มขึ้นไปจนถึงระดับ 25% คนงานราว 13 ล้านคนที่ต้องว่างงาน   ในขณะที่แรงงานที่ยังมีงานทำอยู่ 1 ใน 3 ถูกจ้างงานในลักษณะของแรงงานพาร์ทไทม์ 

ในขณะนั้นไม่มีระบบประกันสังคม, ไม่มีสถาบันประกันเงินฝาก เมื่อธนาคารถูกปิด เงินที่ลูกค้าฝากไว้ก็จะเสียไป ในขณะที่แรงงานที่ตกงานก็จะไม่ได้รับเงินชดเชยจากการว่างงาน 

ในปี 1932 ผลผลิตทางอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ​ หายไปประมาณครึ่งหนึ่ง

ด้านการเกษตรของสหรัฐฯ ก็เผชิญกับปัญหาสภาพอากาศครั้งใหญ่ จากพายุฝุ่น (Dust Bowl) ที่บริเวณเกรทเพลน (Great Plains) ซึ่งเป็นพื้นที่ตอนกลางของประเทศ ด้านตะวันตกของแม่น้ำมิสซิซซิปปี้ (Mississippi) ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรสำคัญของสหรัฐฯ  ทั้งราคาสิ้นค้าทางการเกษตรก็ตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่สงครามกลางเมือง (Civil war) เป็นต้นมา แรงงานในเขตเกรทเพลน กว่า 800,000 คน ซึ่งถูกเรียกว่า “Okies” ต้องออกจากบริเวณของรัฐมิซซัวรี, โอกลาโฮม่า, เท็กซัส, อาร์คันซัส เพื่อไปหางานอื่นทำในแคลิฟอร์เนีย 

New Deal เป็นชุดมาตรการและโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวล์ต (Franklin D. Roosevelt) ในระหว่างปี 1933-1939 เพื่อบรรเทา, ฟื้นฟู และปฏิรูป (Relief, Reform, Recovery) หรือ “R’s” เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำ (Great Depression)

1932 2 กรกฏาคม, ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ในการรับตำแหน่งเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครต (Democrat party) เพื่อลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี  รูสเวล์ต ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะมีนโยบายใหม่สำหรับประชาชน

พฤศจิกายน, รูสเวลต์ได้รับชัยชนะในการแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดี เหนือประธานาธิบดีวู๊ดโรว์ วิลสัน (Woodrow Wilson) ซึ่งทันที่ที่ชนะ รูสเวลต์ประกาศยึดมั่นสัญญาว่าจำดำเนินนโยบาย New Deal

1933 4 มีนาคม, รูสต์เวลต์เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดี เขาได้กล่าวสุนทรพจน์  “Fear Itself” ซึ่งประโยคแรกได้กล่าวว่า “สิ่งเดียวที่พวกเราต้องกลัว.. คือความกลัวในตัวเอง / the only thing we have to fear is…fear itself “

7 มีนาคม, ประธานาธิบดีรูสต์เวล์ต เรียกประชุมรัฐมนตรี  รัฐมนตรีครั้ง วิลเลี่ยม วูดิน (William woodin) ได้รับคำสั่งให้ไปร่างแผนการธนาคารฉุกเฉิน 

ช่วงแรกของนโยบาย New Deal (First New Deal, 1933-1934)

มาครการ New Deal ถูกทยอยออกมาในช่วง 100 วันแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของรูสเวลต์ จนถุกเรียกว่าเป็น Hundred Days

กฏหมาย

  1. Emergency Banking Act

กฏหมายมีผลในวันที่ 9 มีนาคม 1933 , 3 วันหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ประกาศให้ธนาคารทั่วประเทศหยุดทำการเป็นเวลา 8 วัน เพื่อป้องกันธนาคารล้มจากการที่ประชาชนแห่ไปถอนเงินฝากออกมา กฏหมายนี้อนุญาตให้ธนาคารกลาง สามารถพิมพ์เงินไม่จำกัดเพื่อไปอุ้มธนาคารพาณิชย์ และรับประกันเงินฝาก 100% 

  1. Civilian Conservation Corps  (CCC) 

ตั้งขึ้น 21 มีนาคม ทำหน้าบรรเทาภาวะการว้างงาน โดย CCC จะว่าจ้างาคนหนุ่มสาว อายุ 18-25 ปี มาทำงานในโครงการต่าง ๆ ซึ่งปีหนึ่งๆ CCC จ้างงานราว 3 แสนคน โดบได้เงินเดือน 30 เหรียญ  โดยแรงงานหนุ่มสาวถูกส่งไปทำงานในแคมป์ที่ต่างๆ ทั่วประเทศ 

  1. 1933 Banking Act
    1. สถาบันประกันเงินฝาก (Federal Deposit Insusrance Corporation) ถูกตั้งขึ้นมาในวันที่ 16 มิถุนายน ตามกฏหมายนี้ เพื่อรับประกันเงินฝากในสถาบันการเงินที่ไม่เกิน 5,000 เหรียญ
  1. Securities Act of 1933
    1. คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ (Securities and Exchange commision) ก่อตั้งในเดือนมิถุนายน 1934 ตามกฏหมายนี้ เพื่อกำกับการซื้อขายหลักทรัพย์ให้มีความโปร่งใส และประชาชนต้องได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และเพียงพอก่อนที่จะลงทุน 
  1. Federal Emergency Relief Administration (FERA)

FERA ตั้งขึ้นในเดือนพฤษภาคม 1933 เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่บรรเทาปัญหาการว่างงานในช่วงแรกของ New Deal  ซึ่ง FERA ก่อนที่จะถูกยุบไปในปี 1934 ได้มีการจ้างแรงงานกว่า 20 ล้านคน ทั่วประเทศ 

  1. Civil Works Administration (CWA) 

CWA เป็นการจ้างแรงงานในระยะสั้น (Make-work job) ภายใต้การควบคุมของ FERA ซึ่ง CWA มีการจ้างงานแรงงานราว 4.3 ล้านคน

  1. National Industrial Recovery Act (NIRIA)

กฏหมายมีผลเมื่อ 16 มิถุนายน 1933 , กฏหมายนี้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการเข้าไปตรวจสอบสภาวะการจ้างงานาในอุตสาหกรรมต่างๆ ว่ามีการจ้างงานที่เหมาะสม เช่น ค่าแรง, ระยะเวลาทำงานเป็นธรรมหรือไม่ 

  1. National Recovery Administration (NRA) ถูกตั้งขึ้นมาตามกฏหมายนี้ 

แต่ว่าในเดือนมิถุนายน 1935 ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินว่ากฏหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทำให้กฏหมายและ NRA ถูกยกเลิกไป 

  1. Agricultural Adjustment Act (AAA)

กฏหมายการปรับเปลี่ยนทางเกษตรกรรม หรือ AAA นี้เป็นการอุดหนุนราคาสินค้าทางการเกษตรโดยการให้เงินชดเชย ในการจูงใจให้เกษตรกรลดการผลิตลง หรือเก็บผลผลิตเอาไว้ในโกดัง เพื่อให้เกิดการขาดแคลนสินค้าในตลาด และดันให้ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น โครงการตาม AAA นี้ถูกยกเลิกไปในปี 1936

ช่วงที่สอง ของนโยบาบ New Deal (Second  New Deal ,1935-1936)

กฏหมาย 

  1. Works Progress Administration (WPA)

ก่อตั้งในวันที่ 6 พฤษภาคม 1935 , WPA เป็นองค์กรหลังในการบรรเทาสภาวะการว่างงาน ที่มีบทบาทสำคัญในช่วงที่ 2 ของ New Deal  ซึ่งมุ่งเน้นการจ้างงานมากกว่าการให้เงิน  โดย WPA ดำเนินโครงการพื้นฐานขนาดใหญ่ทั้่วประเทศ อย่างการสร้างถนน 1 ล้านกิโลเมตร สะพาน 10,000 แห่ง สนามบิน และอาคารสาธารณะ ซึ่งตลอดอายุของ WPA มีการจ้างแรงงานกว่า 8.5 ล้านคน นอกจากนั้นยังมีโปรแกรมย่อยของ WPA ที่เรียกว่า Federal Project Number One ที่มีการว่างจ้างแรงงาานในกลุ่มนักเขียน (the Federal Writers Project และTheHistorical Records Survey) , นักดนตรี (The Fedreal Music Project), นักศิลปะ (the Federal Art Project), ผู้คนในอุตสาหกรรมภาพยนต์ (Federal Theatre Project), WPA  ถูกยกเลิกไปในปี 1943

  1. National Labor Relations Act

กฏหมายมีผลในวันที่ 6 กรกฏาคม 1935 ซึ่งเป็นกฏหมายที่ประกันสิทธิของแรงงานสหรัฐฯ สิทธิในการตั้งสหภาพ การนัดหยุดงาน และการต่อรองค่าจ้างแรงงาน 

  1. Social Security Act 

ประกาศเป็นกฏหมายเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 1935 ซึ่งเป็นกฏหมายที่สร้างระบบประกันสังคมขึ้นมา ซึ่งมีมีการจ่ายเงินบำนาญหลังเกษียณอายุ 65 ปีให้กับประชาชน  มีประกันสังคมสำหรับคนพิการและผู้ถูกยกเลิกจ้าง

Leave a Reply