โรนัลด์ เรแกน (Ronald Wilson Reagan)

ประธานาธิบดี คนที่ 40 ของสหรัฐฯ 

เรแกน เกิดวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 1911 ในเมืองแตมปิโค่, อิลลินอยส์ (Tampico, Illinois)  เรแกนเกิดบนชั้นสองของอพาร์ตเม้นท์ชื่อ H.C. Pitney Variety Store Buiilding 

พ่อของเขาชื่อแจ็ค (John Edward “Jack” Reagan, 1883-1941) มีเชื้อสายไอริส ส่วนแม่ชื่อเนลล์ (Nelle Clyde Wilson) มีเชื้อสายสก๊อต โดยแจ็คมีอาชีพเป็นเซลล์แมนและนักเขียนนิยาย 

เรแกนมีชื่อเล่นที่พ่อตั้งให้ว่า ดัต (Dutch)  และมีพี่ชายชื่อนีล (Neil Regan) แม่ของพวกเขาเป็นโปเตสแตนท์​ในขณะที่พ่อนับถือนิกายแคโธริกซ์  ในขณะที่เรแกนนับถือนิกายโปเตสแตนท์ตามมารดา

ก่อนที่จะมาอาศัยอยู่ในดิกซ้น ครอบครัวของเขาย้ายที่อยู่หลายครั้งในรัฐอิลลินอยส์ จนเมื่อมาอยู่ดิกซัน(Dixon) พ่อของเขาได้เปิดร้านขายรองเท้า  

เรแกนเข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมดิกซัน (Dixon HIgh School) 

1927 เริ่มทำงานเป็นหน่วยกู้ภัย ในแม่นำร็อคริเวอร์ (Rock River) ซึ่งตลอดการทำงานกว่าหกปี เขาได้เข้าไปช่วยเหลืออุบัติภัยต่างๆ กว่า 77 เหตุการณ์

1928 จบมัธยม ก่อนที่ต่อมาจะได้สมัครเข้าเรียนที่ยูเรก้าคอลเลจ (Eureka College) โดยใช้ทุนนักกีฬา เรแกนลงเรียนในสาขาเศรษฐศาสตร์และสังคมศาสตร์  ระหว่างเรียนได้เป็นสมาชิกของกลุ่มภราดร Tau Kappa Epsilon  เรแกนมีผลการเรียนที่ไม่ดี แต่ว่าเขามีความโดดเด่นเรื่องกีฬา และชอบทำกิจกรรม เขาเป็นนักกีฬาฟุตบอล และเป็นกัปตันของชมรมว่ายน้ำ 

1932 จบการศึกษาจากยูเรก้าคอลเลจ  หลังจากนั้นได้เริ่มทำงานเป็นผู้ประกาศทางวิทยุ เรแกนเป็นผู้ประกาศให้กับหลายสถานีวิทยุ ก่อนที่จะได้มาเป็นผู้ประกาศของที่ฟุตเบสบอลชิคาโก้ คับ (Chicago Cubs) ประจำสถานีวิทยุ WHO ในไอโอว่า

1937 ระหว่างที่เดินทางมาแคลิฟอร์เนีย ร่วมกับทีมเบสบอลชิคาโก้ คับ เรแกนได้มาทดสอบหน้ากล้องกับอร์เนอร์ สตูดิโอ (Warner Bros)  จนทำให้เขาได้มาทำงานกับวอร์เนอร์สตูดิโอในที่สุด

ซึ่งตลอดชีวิตในฮอลลีวู๊ตของเรแกน เขาแสดงภาพยนต์ไม่น้อยกว่า 50 เรื่อง โดยภาพยนต์ที่ทำให้เขามีชื่อเสียง เช่น Knute Rockne, All American (1940) , Kings Row (1942) 

เรแกนเข้ารับการคัดเลือกเป็นทหารแต่ว่าเขามีปัญหาด้านสายตา ทำให้ถูกจัดเป็นทหารกองกำลังสำรอง 

1940 25 มกราคม, เรแกนแต่งงานกับเจน (Jane Wyman, 1917-2007) ซึ่งเป็นนักแสดง   ซึ่งต่อมาพวกเขามีลูกสาวด้วยกันชื่อมัวรีน (Maureen) และได้รับเลี้ยงบุตรบุญธรรมชื่อไมเคิ้ล (Michael)

1942 เรแกนถูกเรียกไปทำงานให้กับกองทัพเป็นครั้งแรก โดยงานที่เรแกนรับผิดชอบจะเกี่ยวกับการถ่ายภาพยนต์  โดยทำงานประสานกับ First Motion Picture ซึ่งเป็นหน่วยผลิตภาพยนต์ของกองทัพ  เรแกนยังร่วมแสดงในภาพยนต์ตลกที่กองทัพสร้างขึ้น ชื่อเรื่อง This is the Army 

1947 ได้ตำแหน่งประธานของ Screen Actors Guild ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานของบรรดานักแสดง 

1948 หย่ากับเจน 

1952 4 มีนาคม, แต่งงานกับแนนซี่ (Nancy Reagan) ซึ่งเป็นนักแสดง ต่อมาพวกเขามีลูกด้วยกัสองคน คือแพตตี้ (Patti, b. 1952) และรอน (Ronald “Ron”, b.1958)

1954 ได้รับการว่าจ้างจาก GE ให้แสดงละครซีรีย์ทางโทรทัศน์เรื่อง General Electric Theater

1962 ย้ายจากพรรคเดโมแครต มาสังกัตพรรครีพับพลิกัน 

1964 27 ตุลาคม, กล่าวสุนทรพจน์ ที่ถูกเรียกว่า “A Time For Choosing”

1965 เขียนหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเขาเอง ในชื่อ “Where The Rest Of Me?

1967 ได้ตำแหน่งผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย 

1968 ลงสมัครแข่งขันเพื่อเป็นตัวแทนพรรคเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดี แต่ว่าไม่ได้รับการรับเลือก

1969 15 พฤษภาคม, (Bloody Thursday) นักศึกษาและประชาชนกลุ่มหนึ่งได้รวมตัวประท้วงนโยบายของผู้บริหารของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย, เบิร์กเลย์ (University of California, Berkeley) ที่ต้องการเปลี่ยนพื้นที่สวน People’s Park  ไปเป็นสนามฝึกนักกีฬา  เรแกนในฐานะผู้ว่าการรัฐฯ ได้ประนามการประท้วง และบอกว่าสวนแห่งนี้เปรียบเสมือน “a haven for communist sympathizers, protesters, and sex deviants. / สวรรค์ขอวพวกฝักใผ่คอมมิวนิสต์, นักประท้วง, และพวกผิดปกติทางเพศ “

เรแกนได้สั่งให้ตำรวจทางหลวงและตำรวจประจำเมืองเบิร์กเลย์เข้าสลายการชุมนุมในช่วงเวลาเช้ามืด  ซึ่งทำให้ผู้ประท้วงได้รับบาดเจ็บจากกระสุดกว่า 50 ราย และเสียชีวิตหนึ่งคน คือนายเจมส์ เรคเตอร์ (James Rector) ซึ่งเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยที่ถูกกระสุนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และมีผู้ตาบอกอีกคน ชื่ออลัน บลานชาร์ด (Alan Blanchard) 

ต่อมาในเวลาบ่ายเรแกนต้องประกาศสถานะการณ์ฉุกเฉิน และส่งเจ้าหน้าที่ 2700 นายเข้าความคุมเมืองเบิร์กเลย์เป็นเวลากว่าสองอาทิตย์

1970 ได้รับเลือกกลับมาเป็นผู้ว่าฯ แคลิฟอร์เนีย สมัยที่ 2

1976 สมัครชิงตำแหน่งตัวแทนพรรคเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง แต่ว่าก็พลาดอีก 

1980 ได้เป็นตัวแทนพรรครีพับพลิกัน เพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดี และสามารถเอาชนะประธานาธิบดี จิมมี่ คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) ในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ โดยเรแกนสามารถชนะด้วยคะแนนเสียง 523 เสียงคณะผู้เลือกตั้ง จาก 531 เสียง คิดเป็น 98.5% ทำให้เขากลายเป็นประธานาธิบดีที่อายุเยอะที่สุดในขณะนั้นที่ได้รับตำแหน่ง โดยมีอายุ 69 ปี 349 วัน 

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เรแกนได้หาเสียงคู่กับ จอร์ช เอช. บุช (George H. W. Bush) ซึ่งต่อมา บุช ก็ได้รับตำแหน่งรองประธานาธิบดี

1981 20 มกราคม, เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งในพิธีเขาได้กล่าวสุนทรพจน์ตอนหนึ่งเอาไว้ว่า “government is not the solution to our problems; government is the problem”

30 มีนาคม, ระหว่างเรแกนที่กำลังเดินออกจากโรงแรมฮิลตัน (Washington Hilton Hotel) เกิดความพยายามลอบสังหารเขา โดยที่คนร้าย ชื่อจอห์น (John Hinckley Jr.) ได้ใช้อาวุธปืนยิงไปยังเรแกน   หลายนัด และกระสุดยังได้ไปถูกคนอื่นๆ อีกสามคน ก่อนที่เจ้าหน้าที่อารักษา ได้นำเรแกนขึ้นไปหลบบนรถเลมูซีน และเรแกนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน ซึ่งแพทย์พบว่ากระสุนนัดหนึ่งได้ทะลุปอดของเขา โดยพลาดหัวใจไปเพียงนิดเดียว  ซึ่งเขาใช้เวลารักษาตัวหลายอาทิตย์ก่อนที่จะกลับมาปฏิบัติภาระกิจได้

นโยบายเศรษฐกิจของเรแกนในสมัยแรก เป็นนโยบายการกระตุ้นอุปสงค์ (supply-side economics) ซึ่งถูกเรียกว่าเป็น เรแกนโนมิค (Reaganomics) โดยที่เรแกนปรับลดภาษีลง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการผลิต, ลดการตรวจกำกับจากภาครัฐ, ลดการใช้จ่ายของรัฐบาล  ซึ่งมีผลให้อัตราเงินเฟ้อลดลงจาก 12.5% เหลือ 4.4% และมีการขยายตัวของจีดีพี ที่ 3.4% 

Reagan Doctrine

1982 ส่งทหารสหรัฐฯ เข้าไปในเลบานอน

เรแกนประกาศแคมเปญสงครามต่อต้านยาเสพติด (War On Drugs) ในขณะที่นางแนนซี่ เรแกน สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งใช้แคมเปญ “Just Say No” ในการสนอง/สนับสนุนนโยบายของเรแกน

1983 ริเริ่มโครงการ Strategic Defense Initiative หรือที่สื่อมวลชนเรียกว่าเป็นโครงการ Star War เป็นความริเริ่มที่จะติดตั้งขีปนาวุธในอวกาศ และเสริมระบบป้องกันภัยจากขีปนาวุธข้ามทวีปจากสหภาพโซเวียตให้กับสหรัฐฯ 

8 มีนาคม, เรแกนกล่าวสุนทรพจน์ในสมาคมชาวคริสต์แห่งชาติ (National Association of Evangelicals) ซึ่งในสุนทรพจน์ตอนหนึ่ง เขาเรียกสหภาพโซเวียตว่าเป็น “Evil Empire” 

23 ตุลาคม, (1983 Beirut barracks bombings) เกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตายในฐานทัพสหรัฐฯ ในกรุงเบรุต, เป็นเหตุให้มีทหารสหรัฐฯ และพลเรือนอเมริกาเสียชีวิต 241 คน 

25 ตุลาคม, (Operation Urgent Fury) สหรัฐฯ ส่งกองทัพบุกเกาะกรานาดา (Granada island) ในแคริบเบียน หลังจากฝ่ายมาร์กซิสต์สามารถล้มรัฐบาลที่สหรัฐฯ สนับสนุนลงได้ 

1984 พฤศจิกายน, ได้รับการเลือกตั้งกลับมาดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่ 2 โดยได้รับชัยชนะถล่มทลาย ใน 49 รัฐ จาก 50 รัฐ และได้เสียงคณะผู้เลือกั้ง 525 เสียงจาก 538 เสียง

1985 (Reagan Doctrine) เรแกนเริ่มการต่อต้านคอมมิวนิสต์ในหลายพื้นที่ทั่วโลก โดยให้ความช่วยเหลือกับกลุ่มต่อต้าคอมมิวนิสต์ในประเทศต่างๆ 

สิงหาคม, (Iran-Contra affair, 198501987) สหรัฐฯ ในสมัยที่ 2ของเรแกน ลักลอบขายอาวุธให้กับอิหร่าน โดยหวังจะนำเงินที่ได้ไปสนับสนุนกลุ่มกบฏคอนทรา ในนิคารากัว (Nicaragua) ซึ่งการกระทำดังกล่าวขัดกับกฏหมายของสหรัฐฯ เอง เรื่องอื้อฉาวนี้ไม่เป็นที่รับรู้จนกระทั้งถูกเปิดโปงในปี 1986

1986 15 เมษายน, (Operation El Dorado Canyon) สหรัฐฯ โจมตีทางอากาศต่อลิเบีย ทำให้มีชาวลิเบียเสียชีวิตกว่า 40 คน หนึ่งในนั้นคือฮาน่า (Hana Gaddafi) ลูกสาวบุญธรรมของประธานาธิบดีกัดดาฟี่ (Muammar Gaddafi) ซึ่งต่อมาทำให้กัดดาฟี่ล้างแค้นด้วยการสั่งให้มีการวางระเบิดสายการบินแพนแอม (Pan Am Flight 103) ในปี 1988

1987 ธันวาคม, ลงนามในข้อตกลงจำกัดขีปนาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง (Intermediate-Range Nuclear Forces, INF treaty) กับสหภาพโซเวียต

1989 พ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดี หลังจากนั้นได้กลับไปใช้ชีวิตในลอสแองเจลิส

1991 เปิดห้องสมุดเรแกน (the Ronald W. Reagan Presidential Library and Center for Pulbic Affairs) 

1994 พฤศจิกายน, เปิดเผยต่อสาธารณะชนว่าเขาป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์

2004 5 มิถุนายน, เสียชีวิต ในวัย 93 ปี ซึ่งเขาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่มีอายุยืนยาวที่สุด ร่างของเขาถูกนำไปฝังที่ห้องสมุดของเขา

2007 The Reagan Diaries เป็นทึกประจำวัน ซึ่งเรแกนบันทึกเอาไว้ระหว่างดำรงตำหน่งประธานาธิบดีได้รับการตีพิมพ์ออกมา